บทความ

การเมือง เรื่องที่ขยับเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ว่าจะเป็นระบอบการปกครองแบบใดก็ตาม การที่คนสักคนสามารถก้าวขึ้นสู่อำนาจปกครองคนหมู่มากในระดับประเทศอย่างเป็นที่ยอมรับ จำเป็นต้องหาเหตุผล เงื่อนไข เพื่อใช้เป็นข้ออ้างที่ทุกคนเห็นดีเห็นงามและยอมรับโดยจำนน หลายครั้งเป็นการเล่นกับคนในระดับจิตวิทยาอุปทานหมู่ เพื่อก้าวสู่อำนาจปกครองอย่างชอบธรรม คนภายใต้เห็นดีเห็นงามในทางกลับกันก็โกรธและเกรี้ยวกราดกับฝ่ายตรงข้ามทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันหรือไม่เคยเปิดตาเปิดหูฟังกันจริงๆ

สามก๊ก (ค.ศ. 220–280) เป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งที่สามารถทำให้คนจีนรบกันจนตายไป 38 ล้านคน หรือ 70% ของประชากรในสมัยนั้นกันเลยทีเดียว

  • ก๊กของโจโฉ อ้างความชอบธรรมของราชโองการเพื่อโจมตีก๊กอื่น ทั้งๆ ที่ตัวเองจับฮ่องเต้เป็นตัวประกัน ทหารรักโจโฉ พร้อมสละชีวิตให้ในการต่อสู้ฆ่าฟันก๊กอื่น
  • ก๊กของเล่าปี่ อ้างความชอบธรรมว่าจะช่วยฮ่องเต้ เพื่อรบกับก๊กอื่น แต่พอฮ่องเต้ถูกไล่ออกจากวังโดยโจผี เล่าปี่ก็ไม่ได้รับฮ่องเต้มา กลับประกาศตัวเองเป็นฮ่องเต้เสียเอง แสดงออกถึงเนื้อแท้ของจิตใจของเล่าปี่ แต่ทหารก็รักเล่าปี่ พร้อมสละชีวิตให้
  • ก๊กของซุนกวน อ้างลิขิตฟ้าให้ตระกูลซุนเป็นฮ่องเต้ทหารรักซุนกวนเพราะปกครองดี พร้อมสละชีวิตให้เช่นกัน

ถ้าคุณอ่านสามก๊กและพยายามเข้าใจความเป็นจริงสักหน่อย หรือหากคุณเข้าใจที่มาของอำนาจ การได้มาซึ่งอำนาจของคนๆ หนึ่ง คุณอาจจะไม่สามารถชื่นชมใครได้อย่างสนิทใจจริงๆ ก็ได้นะครับ

กลับมาปัจจุบันกันครับ ช่วงนี้เป็นช่วงจัดตั้งรัฐบาลเลือกตั้ง แน่นอนว่าทุกคนต่างเสนอตัวและหาข้อดีของตนที่สามารถสร้างความชอบธรรมให้แก่ประชาชนในการก้าวขึ้นมาสู่อำนาจ และเช่นกันกันการดิสเครดิตก็เป็นเรื่องปกติ และสำเร็จด้วยเพราะจะหาคนดีพร้อมคงต้องเป็นระดับเทวทูตเหนือมนุษย์กันแล้วหล่ะครับ

อย่างไรก็ตาม “หลักพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย” เป็นมากกว่าเลือกตั้ง คือระบอบจะต้องเอื้อให้เกิดการมองทุกคนเท่าเทียมกัน เคารพสิทธิเสรีภาพของกันและกัน ต้องแบ่งแยกอำนาจ ไม่รวมอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการไว้ที่กลุ่มเดียว เปิดเผยนำเรื่องมาสื่อให้โปร่งใสไม่ปิดกั้น เพื่อให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบ เป็นอุดมคติที่ต้องช่วยกันผลักดันให้ไปให้ถึง

แล้วระบอบไหนที่เรารับไม่ได้ภายใต้หลักอุดมคตินี้

ระบอบการปกครองของรัฐที่คนๆ เดียวหรือคณะๆ เดียวควบคุมอำนาจทั้งหมดในรัฐ (Oligachy) คือรวบอำนาจบริหาร, นิติบัญญัติ, และตุลาการ เป็นระบอบการปกครองที่พิสูจน์ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานว่าสร้างปัญหามากจริงๆ เพราะในที่สุดประชาชนจะถูกกดขี่ข่มเหงหากขัดขืนเห็นต่างจากคณะผู้มีอำนาจ ประเทศจีน พม่า เกาหลีเหนือ เวเนซูเอลา หรือโลกตะวันออกกลาง ก็อาจเป็นตัวอย่างเรื่องนี้ได้ดีเลย

ปัญหาของประเทศไทยอยู่ตรงไหน?

ซับซ้อนมากครับ ปัญหาทั้งหมดอาจหมายถึง “หน้าที่ของกระทรวงทุกกระทรวง” รวมกันก็ได้ ซึ่งทั้งหมดก็อยู่ใต้ปรัชญาของระบบอุปถัมภ์อีกทีซึ่งเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่อยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน มีอิทธิพลทั้งต่อการดำเนินชีวิต ยากที่จะแก้ด้วยการเลือกตั้งอย่างเดียว ระบบอุปถัมภ์ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเงินและผลประโยชน์สามารถเปิดทางเข้าสู่ทรัพยากรที่มากกว่าได้เสมอภายใต้อิทธิพลของระบบอุปถัมภ์ในสังคมบ้านเรา

แล้วคนไทยจะเอายังไงต่อ?

ทำหน้าที่ต่อไปครับ เสียภาษีให้รัฐ อย่ามองว่ารัฐจะมาโดยชอบใจเราหรือไม่, เข้าไปมีบทบาทในระบอบการปกครองแบบตั้งมั่นในอุดมการณ์ เช่น เลือกตั้งอย่างเข้าใจ, เข้าไปเป็นข้าราชการระดับต่างๆ ด้วยความมุ่งมั่นไม่รับสินบน, ค้ำยันถ่วงดุลอำนาจตามกฏหมาย และรอคอยครับ ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืนการแก้ปัญหาก็ไม่ได้จบในข้ามคืนเช่นกัน

คริสเตียนควรมีทัศนะเรื่องนี้อย่างไร?

1. การปกครองของพระเจ้า (Theocracy) เป็นสิ่งที่คริสเตียนต้องยอมรับเหนือการปกครองในระบบโลกเพราะคริสเตียนเป็นประชากรของอาณาจักรนิรันดร์ของพระเจ้าซึ่งยาวนานถาวรเหนือการปกครองในระบอบใดใดของโลก เรื่องนี้ไม่ได้หมายถึงดิสเครดิตระบอบการปกครองแบบโลก แต่เราต้องยอมรับว่ามนุษย์ไม่สามารถมีความเที่ยงธรรมได้อย่างสม่ำเสมอสมบูรณ์ในทุกๆ เรื่อง

2. การยอมรับการปกครองของพระเจ้า “หมายถึง” การยอมรับและเชื่อฟังระบบการปกครองในประเทศที่เราอยู่ด้วย เพราะเราต้องตระหนักว่าพระเจ้าทรงครอบครองเหนืออธิปไตยในโลก มากกว่านั้นเราต้องเข้าใจว่าการปกครองของรัฐจะช่วยให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่งเสริมความถูกต้อง จัดการกับปัญหาสังคม การออกกฎหมายจะทำโดยการส่งตัวแทนเพื่อให้เกิดกฎหมายที่ชอบธรรม ใช้เพื่อประโยชน์ของคนในชาติ ซึ่งเราจำเป็นต้องยอมรับแม้กฎหมายหรือนโยบายบางอย่างอาจจะสร้างความอึดอัดแก่เราบ้าง

3. การยอมรับในอำนาจของรัฐซึ่งไม่ใช่การยอมรับแบบสมบูรณ์โดยไม่มีเงื่อนไขใดใด (Unconditional Obedience) นั่นหมายถึงหากการปกครองของรัฐไม่ชอบธรรม สิ่งที่คริสเตียนควรทำคือทำความเข้าใจสิ่งนั้นให้ชัดเจนว่าไม่ชอบธรรมอย่างไร แล้วเลือกที่จะตอบสนองทำในที่ถูกต้องชอบธรรมมากกว่าโดยไม่เลือกที่จะวางตัวนิ่งเฉย

ผมยังยืนยันว่าการเงียบโดยไม่พูดไม่แสดงท่าทีหรือแสดงจุดยืนที่ถูกต้องแม้จะรู้ว่าสิ่งนั้นไม่ถูกจะยิ่งทำให้ความไม่ชอบธรรมแสดงออกแผลงฤทธิ์และลามไปสู่เรื่องอื่นๆ ได้มากขึ้นอย่างน่าตกใจ

เพิ่มมุมมองให้กว้าง พิจารณาให้ถ่องแท้เข้าใจ เพื่อการวิพากษ์วิจารณ์และการเลือกของเราจะกระทำอย่างรอบคอบ เป็นผู้มีปัญญาน่าคบหามากกว่าการเล่นไปกับกระแสโซเชียลนะครับ

รายการอ้างอิง

  • ศราวุฒิ วิสาพรม. ราษฏรสามัญหลังวันปฏิวัติ ๒๔๗๕
  • ประพันธุ์ คูณมี. ข้าพระบาท ทาสประชาชน/ หน้า 6  หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ /ฉบับ 3298 ระหว่างวันที่ 21-23 ก.ย. 2560.
  • Three Kingdoms. Encyclopaedia Britannica.
  • Gaye, Wlemongar Artemus. Rethinking Nation-Building: A Christian SocioEthical and Theo-Political Task for Appropriating the Common Good. [Doctoral Dissertation], Loyola University Chicago, 2012.
  • Keele, Jeffrey Thomas. Korean Democratization and the Roles of Churches. [Doctoral Dissertation], University of California, Berkeley, 2003.

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง