บทความ

“7 สิ่งที่ได้เรียนรู้ในปี 2023” – ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

"7 สิ่งที่ได้เรียนรู้ในปี 2023" - ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ | Christlike

1.“เรื่องที่คิดว่าจะร้าย อาจไม่ร้ายอย่างที่คิด ”

ขอเพียงให้เราอารมณ์เย็น และพึ่งพระเจ้าในการจัดการกับเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ ด้วยความเชื่อ การเชื่อฟัง และความวางใจพระเจ้า แล้วเรื่องร้ายต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ คลี่คลายกลายเป็นดีหรืออาจดีขึ้นแบบในทันทีทันใด แต่จงระวัง อย่าตอบสนองหรือตอบโต้ด้วยอารมณ์อย่างสิ้นคิดหรือคิดมากเกินไป เพราะการทำเช่นนั้นอาจจะทำให้เรื่องที่แย่อยู่แล้ว เลวร้ายลงมากขึ้นไปอีก

“ถ้าอารมณ์โกรธของผู้ครอบครองพลุ่งขึ้นต่อท่าน อย่าลุกจากที่ของท่าน เพราะว่าอารมณ์เย็นย่อมระงับความผิดใหญ่หลวงไว้ได้“ ปัญญาจารย์ 10:4

2.“บางครั้งคุณค่าชีวิตของเรา อยู่เพียงแค่ยืนให้ถูกที่ถูกเวลา!”

ขอเพียงให้เราดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสมกับวิถีของพระเจ้า ให้อดทนอดกลั้นรักษาความเป็นหนึ่งไว้ และเลือกยืนในที่ ๆ มั่นใจว่าพระเจ้าทรงให้อยู่ตรงนั้น ไม่หวั่นไหว แม้ใคร ๆ จะทิ้งเราไปหมด จงยืนหยัดอยู่ตรงนั้นให้นานถึงที่สุด  จนกว่าเวลาอันเหมาะสมของพระเจ้าที่จะทรงจัดการกับอุปสรรคปัญหานั้นได้มาถึง แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

“เพราะฉะนั้นพี่น้องของข้าพเจ้า ผู้เป็นที่รัก เป็นที่ปรารถนาอย่างยิ่ง เป็นที่ยินดี และเป็นมงกุฎของข้าพเจ้า ท่านที่รักทั้งหลาย จงยืนหยัดมั่นคงเช่นนี้ในองค์พระผู้เป็นเจ้าเถิด”
ฟีลิปปี 4:1

3.“ถ้าคุณยังไม่เคยเจ็บปวดแบบแสนสาหัส คุณจะไม่มีวันโต!”

ขอเพียงให้เรารู้จักมองดูความเจ็บปวดผิดหวังที่เกิดขึ้นกับเรา ด้วยมุมมองอย่างพระเจ้า แทนที่จะเศร้าใจ ก็ให้เราถือว่านั่นเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะเป็นการทดสอบความเชื่อ
เพื่อความก้าวหน้าของเรา แทนที่จะน่าเศร้าใจแม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรานั้นจะดูไม่ดี แถมยังสร้างความเจ็บปวดให้แก่เราอย่างใหญ่หลวงในตอนแรก แต่ถ้าเราผ่านความเจ็บปวดนั้นมาได้ เราก็จะเติบโตขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณแบบสมบูรณ์และดีพร้อม

“พี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อพวกท่านพบกับการทดลองใจต่าง ๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง เพราะพวกท่านรู้ว่าการทดสอบความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความทรหดอดทน
และจงให้ความทรหดอดทนนั้นมีผลอย่างสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่สมบูรณ์และดีพร้อม โดยไม่ขาดสิ่งใดเลย” ยากอบ 1:2-4

4.“ยามที่คุณเปราะบางที่สุด คือ ในยามที่คุณคิดว่าคุณทำดีที่สุดและเสียสละมากที่สุดแล้ว”

ขอเพียงให้เราตื่นตัวและเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า สิ่งไม่คาดฝันอาจจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อใดก็ได้แบบไม่ทันตั้งตัว และสิ่งที่เราทำดีไว้ อาจจะไม่สามารถช่วยเราได้ทันทีในนาทีนั้น จงระวัง อย่าให้การทุ่มเทเสียสละของเรา ทำให้เราคิดถึงแต่เพียงคำชมและรางวัลเพียงอย่างเดียว โดยไม่เหลือกำลังรับมือกับการโจมตีตอบโต้แบบฉับพลัน จนเราพังทั้งขบวน

ดังนั้นเราต้องไม่คิดเอาชนะศัตรูหรืออุปสรรคด้วยกำลังของตัวเองและไม่หลงคิดว่าเราทุ่มเทและมั่นคงดีแล้ว

“เพราะเหตุนี้คนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จงระวังไม่ให้ล้มลง” 1 โครินธ์ 10:12

แต่ให้เรายึดคติเตือนใจต่อไปนี้ ไว้เสมอว่า “แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ!”

5.“วิธีแก้แค้นที่ดีที่สุด คือ จงทำตัวของเราให้ยังคงมีความสุข และดีขึ้น!”

ขอเพียงให้เรายังเดินหน้าต่อไปได้แบบ “Life must go on!” ยังมีความสุขกับพระเจ้าได้ รู้จักมองข้ามความผิดของคนที่ทำร้ายเราโดยยอมให้อภัย แถมยังทำดีต่อคนที่ทำร้ายเรานั้นกลับไปด้วยความรักของพระคริสต์ เพราะการกระทำเช่นนั้น ยังคงเป็นการตอบโต้ที่ได้ผลดีอยู่ ตลอดมาทุกยุคสมัย

“อย่าทำชั่วตอบแทนชั่ว หรืออย่าด่าตอบการด่า  แต่ตรงกันข้าม จงอวยพร เพราะพระองค์ได้ทรงเรียกให้พวกท่านทำเช่นนั้นเพื่อพวกท่านจะได้รับพระพร” 1 เปโตร 3:9

การชนะความชั่วด้วยความดีอย่างมีความสุขจึงเป็นการแก้แค้นที่ทรงพลานุภาพที่สุด!

“อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี” โรม 12:21

6.“ไม่มีอะไรในโลกนี้ ที่ถาวรตลอดไป แม้แต่ความสำเร็จ หรือความล้มเหลว!”

ขอเพียงให้เรา ทราบถึงสัจธรรมของชีวิตว่า ในชีวิตและในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่อยู่ถาวร และจะไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลว ต่างก็เป็นสภาวะชั่วคราว

“ข้าพเจ้าเคยเห็นการงานทั้งปวงซึ่งเขากระทำกันภายใต้ดวงอาทิตย์และดูเถิด สารพัดก็อนิจจังคือกินลมกินแล้ง”

 …แล้วข้าพเจ้าหันมาดูทุกสิ่งที่มือข้าพเจ้าทำ และผลของการตรากตรำที่ข้าพเจ้าทำลงไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย และดูเถิด ทุกอย่างก็อนิจจังคือ กินลมกินแล้ง และไม่มีประโยชน์อะไรภายใต้ดวงอาทิตย์” ปัญญาจารย์ 1:14 , 2:11

ดังนั้นอย่าให้เรายึดติดกับศักดิ์ศรีปลอม ลาภยศ ความสำเร็จใด ๆ ในโลกนี้ และทุ่มเททั้งเวลากับพลังงานในชีวิตทั้งหมดไปกับสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้เหล่านั้น แล้วมานั่งเสียใจในภายหลัง เมื่อความเจ็บป่วยมาเยี่ยม ความหายนะมาหา และความตายมาตามกำหนดนัด จงใช้เวลาและชีวิตที่มีอยู่ทำในสิ่งที่จะส่งผลถาวรในสวรรค์ จะดีกว่า!

7.“ช่วงเวลาที่เราตกต่ำที่สุด จะกลายเป็นคำพยานที่ทรงพลังที่สุด ในวันที่เราผ่านพ้นไปได้!”

ขอเพียงให้เรามั่นใจว่า ในวินาทีที่เรามอบชีวิตของเราไว้ในพระหัตถ์พระเจ้า เราไม่เหลืออะไรในชีวิตที่จะต้องวิตกกังวลหรือกลัวอีกต่อไป เพราะนั่นเป็นส่วนที่พระเจ้าจะทรงรับผิดชอบ สำหรับเรามีเพียงดำเนินชีวิตอย่างที่พระเจ้าทรงประสงค์  ตามที่บอกไว้ชัดเจนในพระคริสตธรรมคัมภีร์แล้ว หากเราต้องล้มลงและเผชิญกับช่วงเวลาที่ตกต่ำของชีวิต ก็จงรีบจดจำและโน้มตัวจับพระหัตถ์ของพระเจ้าลุกขึ้นและก้าวออกมา โดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์และพี่น้องที่รักห่วงใยตัวเรา แล้วเอาประสบการณ์ดังกล่าวมาเป็นพยานที่ทรงพลัง เล่าสู่กันฟัง จะดีไหม?

“พระยาห์เวห์ทรงประคองทุกคนที่กำลังจะล้ม และทรงพยุงทุกคนที่โน้มตัวลงให้ลุกขึ้น” สดุดี 145:14 

 

สรุป

 พี่น้องที่รัก อย่าให้เรา

1.ดำเนินชีวิต หรือ 

2.รับใช้ในพันธกิจของพระเจ้า

โดยเอา “อัตตา”ของตนเองเป็นหลัก

เพราะ ถ้าทำเช่นนั้น เรากำลังจะสร้างความเสียหายมากยิ่งกว่านั่งอยู่เฉยๆ

ดังนั้น หากว่าเราคิด จะติดตามและรับใช้พระเจ้า  

เราต้องจัดลำดับสำคัญก่อนหลังในชีวิตต่อไปนี้ ให้ถูกต้อง นั่นคือ

1.สิ่งสำคัญอันดับแรก  

  ~ที่เราต้องพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นทุกวันอย่างต่อเนื่อง คือ

  ”สัมพันธภาพเป็นส่วนตัวของเรากับพระเจ้า“ 

    อย่างมีวินัยซึ่งเป็นเหมือนกระดุมเม็ดแรกที่ต้องกลัดขึ้ ก่อนเม็ดอื่นๆ

มิฉะนั้น กระดุมทุกเม็ดที่เรากลัดไว้ ต้องแกะออกใหม่ทั้งหมด

แบบเสียแรง เสียเวลาไปเปล่าๆ!

2.สิ่งสำคัญอันดับสอง 

   ~ที่เราต้องรับผิดชอบในการมี”สัมพันธภาพกับตัวเอง“ และ

     มี”สัมพันธภาพกับครอบครัวของเรา“อย่างถูกต้อง เพราะ

  1).ร่างกายของเรา เป็นวิหารของพระเจ้า ที่พระองค์ประสงค์จะใช้ตามพระราชประสงค์เพื่อตอบสนองพระทัยอันดีเลิศของพระองค์ 

    เราจึงต้องดูแลรักษา  ทะนุถนอมตัวเราให้พร้อมอยู่เสมอ ให้สะอาด บริสุทธิ์ แข็งแรง และอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้อยู่ตลอดเวลา

  2).ครอบครัวของเรา เป็นของขวัญจากพระเจ้า และ เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของ้รา ที่แยกออกจากเราไม่ได้  เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นคือถ้าเราดูแลตัวเองและครอบครัวของตัวเราเองไม่ได้ เราจะด฿แลครอบครัวและพระราขกิจโดยรวมของพระเจ้าไม่ได้

3.สิ่งสำคัญลำดับสาม

   ที่ต้องหมั่นดูแล รักษา และพัฒนาให้ดีขึ้นทุกวันเช่นกัน ก็คือ 

“สัมพันธภาพระหว่างเราและผู้อื่น” ที่ต้องบริสุทธิ์ ดีงาม และมีเอกภาพ

  ถ้าสัมพันธภาพของเรากับคนอื่น ไม่ว่า จะในคริสตจักร หรือ นอกคริสตจักร

ไม่ดี งานที่เราทำก็จะเสียไปด้วย

 ดังนั้น ยิ่งเราทำงานรับใช้แบบทุ่มเทเสียสละ(เพื่อส่วนรวม)มากเท่าใด

ก็รังแต่จะทำให้พันธกิจที่เราทำนั้น เสียหายย่อยยับมากขึ้นไปเท่านั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราขัดแย้งกับผู้อื่น

1). จนถึงขั้นกัดกินเนื้อกันและกัน โดยอ้างพระนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร  หรือ 

2).จนต้องไปว่าความกันต่อหน้าคนที่ไม่เชื่อ ให้เป็นที่เสื่อมเสียพระเกียรติของพระเจ้าอย่างน่าอับอาย

  และคำเตือนสติสุดท้าย ก็คือ

    # ”คนเราสามารถฟันฝ่าทุกวิกฤติการณ์ไปได้  

         ขอเพียงเขาแต่ได้รับกำลังใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนที่อยู่ด้วย!“

    ดังนั้น ขอให้เราทุกคนที่อ่านหรือได้ฟังข้อเขียนในวันนี้ 

    จะตั้งเป้าที่จะทำภารกิจหลักอย่างหนึ่งในปีใหม่นี้ คือ 

  “ให้กำลังใจใครสักคน” ทุกวัน   …จะดีไหมครับ?


Graphic Design by : Rainnie Design

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง