บทความ

7 สิ่งที่ได้เรียนรู้ในปี 2022 – อ.ประกิจ ตรีทศายุธ –

"7 สิ่งที่ได้เรียนรู้ในปี 2022" - อ.ประกิจ ตรีทศายุธ -

สิ่งที่เรียนรู้ในปี 2022

อ.ประกิจ ตรีทศายุธ 

1. คนไม่ได้มองหาประเพณีคริสตจักรแต่ประสบการณ์กับพระเจ้า

ประเพณีคือสิ่งที่คนถือปฏิบัติตามกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะเป็นพิธีการ แนวทางปฏิบัติ การแต่งกาย การใช้คำพูด เป็นต้น เช่นเดียวกับสถาบันอื่นๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน คริสตจักรก็เป็นสถาบันหนึ่งที่มีประเพณีต่างๆ

ประเพณีเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เพราะเป็นเหมือนแนวทางในการปฏิบัติในโอกาสต่างๆ ทำให้ไม่ต้องคิดเฉพาะหน้าว่า จะปฏิบัติตัวเช่นไรในโอกาสนั้นๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ประเพณีที่เคยทำมาอาจจะไม่เหมาะกับยุคสมัยก็ควรจะมีการเปลี่ยนแปลง บางประเพณีเหลือไว้เป็นเพียงรูปแบบโดยที่สาระได้สูญหายไป เราก็อาจจะต้องยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัตินั้น ที่สำคัญคือ เยาวชนในยุคนี้ซึ่งจะเป็นอนาคตของคริสตจักรไม่ได้มองหาประเพณี ตรงกันข้าม หลายคนตั้งคำถามว่า ประเพณีดังกล่าวทำไปเพื่ออะไร มีประโยชน์หรือไม่ ช่วยทำให้คนรู้จักพระเจ้ามากขึ้นหรือไม่ เมื่อคนมาคริสตจักร เขาต้องการมีประสบการณ์กับพระเจ้า ไม่ใช่เดินตามประเพณีคริสตจักร

2. คริสตจักรจะเติบโตหากเป็นกลุ่มเปิด

คริสตจักรจะเติบโตหากคนในคริสตจักรไม่ได้สนใจเฉพาะผู้เชื่อหรือกิจการภายในคริสตจักร คริสตจักรไม่ควรเป็นกลุ่มปิด แต่เปิดตนเองออกเพื่อไปแตะต้องชุมชนภายนอก และเป็นพรต่อพวกเขา ไม่เพียงแต่ในเรื่องฝ่ายวิญญาณ และในเรื่องฝ่ายกายภาพด้วย

พระเจ้าสนใจองค์รวมของชีวิตมนุษย์ พระเยซูและสาวกของพระองค์ไม่ได้ออกไปประกาศข่าวประเสริฐเรื่องความรอดเท่านั้น แต่พระองค์และพวกเขายังเป็นพรต่อชีวิตของผู้คนรอบข้างผ่านการช่วยเหลือและตอบสนองความต้องการของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรค การทำการอัศจรรย์ หรือแม้กระทั่งการเลี้ยงอาหารผู้คนที่หิวโหย

3. เราควรสังเกตทิศทางของพระเจ้าและเคลื่อนตามพระองค์

พระเจ้ามีวาระของพระองค์ และพระองค์ทรงกระทำกิจของพระองค์เพื่อทำให้แผนการของพระองค์สำเร็จ เราควรสังเกตว่าพระเจ้ากำลังเคลื่อนไปในทิศทางใด เพื่อเราจะเคลื่อนไปตามพระองค์ เราต้องเป็นเหมือนคนที่สังเกตทิศทางของลมและคลื่น และเป็นนักโต้คลื่นที่ไต่ไปบนคลื่นที่จะพาเราไป

การพูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรวางแผน แต่รอคอยการทรงนำของพระเจ้าเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว เราควรทำส่วนของเราในการวางแผน ในขณะเดียวกันก็สังเกตทิศทางและการทรงนำของพระเจ้าด้วย และหากพระเจ้าจะทรงนำในทิศอื่นที่ต่างจากแผนที่เราได้วางไว้ เราก็ควรปรับแผนของเราให้สอดคล้องกับแผนของพระองค์ เช่นเดียวกับที่เปาโลวางแผนพันธกิจแม้พระวิญญาณจะไม่ได้เปิดเผยแผนของพระองค์แต่แรก แต่เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ห้ามไม่ให้เปาโลไปยังแคว้นเอเชียแต่ให้ไปยังมาซิโดเนียแทน เปาโลก็ปรับแผนตาม และเห็นการเกิดผล

4. ภาวะผู้นำเป็นผลลัพธ์ของสัญชาตญาณ ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจ

ผู้นำไม่ใช่ตำแหน่งแต่เป็นภาวะ บางคนอาจจะมีตำแหน่งเป็นผู้นำแต่ไม่ได้นำและไม่มีผู้ตาม ในทางตรงกันข้าม บางคนไม่มีตำแหน่งเป็นผู้นำ แต่ชีวิตและคำพูดของเขาส่งอิทธิพลต่อคนรอบข้าง ส่งผลทำให้พวกเขาเดินตาม คนเหล่านี้นำคนด้วยชีวิต

คนบางคนเกิดมาพร้อมกับภาวะผู้นำ พวกเขานำโดยสัญชาตญาณอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องได้รับการฝึกฝน อย่างไรก็ตาม การเป็นผู้นำก็เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ โดยเฉพาะการเรียนรู้จากผู้นำที่ประสบความสำเร็จ การรับรู้เรื่องราวชีวิตของผู้นำบางคนอาจสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้คนที่ไม่เคยนำหรือไม่กล้าที่จะนำมีภาระใจในการนำ นอกจากนี้ ประสบการณ์ในการทำหน้าที่เป็นผู้นำก็อาจทำให้ผู้นำเล่นบทบาทในการนำได้ดียิ่งขึ้น เพราะมีความเข้าใจ มีปัญญาที่สั่งสม มีความมั่นใจที่ได้ทำหน้าที่นี้เป็นเวลายาวนาน

5. ผู้นำเป็นเหมือนนักล่าขุมทรัพย์

มนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุด พระเจ้าใช้คนและทรงมองเห็นศักยภาพในคน ก่อนเริ่มพระราชกิจ พระเยซูทรงเลือกสาวกที่หลายคนเป็นคนสามัญ หลายคนเป็นคนที่ดูเหมือนใช้การไม่ได้ แต่พระเยซูทรงเห็นศักยภาพในตัวพวกเขา ทรงเรียกพวกเขามาและสร้างพวกเขาให้เป็นคนใหม่ที่ทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้ พระเจ้าทรงเรียกคนอย่างเซาโลที่เป็นศัตรูเบอร์ต้นของคริสตจักร และเปลี่ยนเขาให้เป็นเปาโลนักตั้งคริสตจักรที่เกิดผลมาก เพราะพระองค์ทรงเห็นศักยภาพในชีวิตของเขา

อย่ามองคนแค่ในสิ่งที่เขาเป็นในวันนี้ แต่จงเห็นคนที่อยู่ในตัวเขา ผู้นำต้องเห็นศักยภาพและดึงศักยภาพในตัวคนออกมา บางครั้ง เราคิดว่าเราขาดคน แต่พระเจ้าอาจจะให้คนที่ดีกับเราแล้ว เพียงแต่เราต้องค้นหาคนนั้นให้เจอ และเมื่อเจอแล้ว เรายังต้องทำงานหนักในการเจียระไนชีวิตของเขา จนเขาพร้อมที่จะใช้การได้

6. คริสตจักรจะเติบโตหากรู้และใช้จุดแข็งของตน

ไม่มีคริสตจักรใดที่มีแต่จุดแข็ง หรือมีแต่จุดอ่อน ทุกคริสตจักรมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน คำถามสำคัญคือ ผู้นำคริสตจักรรู้จักคริสตจักรของตนดีเพียงไร หลายครั้ง เมื่อคนมองคริสตจักรอื่นที่ประสบความสำเร็จ ก็อยากจะเลียนแบบ จนลืมไปว่า การเลียนแบบผู้อื่นในสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเขาแต่ไม่ใช่จุดแข็งของตนอาจจะสร้างปัญหาแทนที่จะช่วยเสริมสร้างคริสตจักร

ดังนั้น คริสตจักรทุกคริสตจักรควรรู้จักจุดแข็งของตน ซึ่งประกอบไปด้วยจุดแข็งของผู้นำหลัก คณะผู้นำ และสมาชิกที่ประกอบขึ้นเป็นคริสตจักร และใช้จุดแข็งนั้นในการเสริมสร้างชุมชนแห่งความเชื่อของตนและทำให้ชุมชนนั้นเจริญเติบโต

7. ศาสนศาสตร์ไม่ได้มาก่อนการประยุกต์ใช้ แต่ทั้งสองสิ่งส่งอิทธิพลต่อกันและกัน

เมื่อก่อนผมมีความเข้าใจว่า ทฤษฎีเป็นสิ่งที่กำหนดภาคปฏิบัติ เราจะต้องมองหาหลักการที่ถูกต้องเพื่อจะนำไปประยุกต์ใช้ในการรับใช้ แต่ปีนี้ ผมเรียนรู้ว่า หลักการก็ถูกหล่อหลอมหรือปรับเปลี่ยนโดยการดำเนินการในภาคปฏิบัติเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อบริบทเปลี่ยนไป หลักการที่เคยเข้าใจหรือมองว่าถูกต้องก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนด้วย การปฏิบัติจริงเป็นเหมือนบททดสอบว่า ทฤษฎีนั้นๆ ถูกต้องหรือเหมาะสมหรือไม่ ทฤษฎีที่ไม่ได้ถูกพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติอาจจะเป็นทฤษฎีที่ฟังดูดี แต่ใช้ไม่ได้ผล

ดังนั้น ทฤษฎีกับการรับใช้จึงเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อกันและกัน

 

Seven Lessons Learned in 2022

Prakich Treetasayuth

 

1. People are not after church traditions but experience with God

Tradition is a practice that has been passed down from generation to generation, be it a procedure, protocol, dress code, expression, etc. As well as other social institutions, e.g., family, education oremployment, church is an institution that is not without traditions.

Tradition is beneficial as it guides one’s practices on certainoccasions. As a result, one does not have to figure out on the spot how to conduct oneself. Nevertheless as time goes by, certain traditions might become irrelevant and should be adjusted. Certain traditions that have only been reduced to a form without function should be abolished or modified. Importantly younger ones nowadays do not look for traditions. On the contrary, many of them wonder what is the point of maintaining them, whether they are useful or help people to know God more. When people go to church, they want to experience God and not embrace church traditions.

2. Church will grow if it is outward looking

Church will grow if its people are concerned not just about believers or its internal affairs. Church should not be a closed group. But it should open itself to touch the society and bless them, not only in spiritual but also physical matters.

God cares for every area of people’s lives. Jesus and His disciples did not only go out to preach the gospel of salvation. But they also blessed those around them by giving them help and meeting their needs though healing, works of miracles or even feeding.

3. We should discern and pursue the moves of God

God has an agenda and He works it out to fulfil His plan. We should discern where He moves so that we can follow Him. We should become like those who observe the direction of winds and waves and ride on the waves that would take them.

This does not mean we should not make a plan but simply wait for God’s leading. In fact, we should play our part in planning. At the same time, we should discern God’s direction, too. And if God would lead us in a path that is different from ours, we should realign it toHis. Just like Paul who went ahead to devise a mission plan without the Holy Spirit’s revelation of His plan. But when the Holy Spiritforbade him to enter Asia but instructed him to enter Macedonia, he adjusted his plan accordingly and saw fruit.

4. Leadership is a combination of intuition, experience and motivation

Leadership is not a position but a quality. Some people are in a leadership position but do not lead or have any follower. On the contrary, some people are appointed as leaders but their lives and words influence people around them. As a consequence, these people follow them. They lead people by example.

Some people are born with leadership quality. They lead intuitively without training. However, leadership can be learned, especially from successful leaders. Hearing leadership stories can be motivating andcausing some who never led or dared to lead to become passionate in leading. Moreover, experiences in leading can make those leaders lead even better due to their accumulative wealth of knowledge, wisdom and confidence through their extended service.

5. Leaders have to be treasure hunters

Humans are the most valuable assets. God uses people and sees potential in them. Before He launched His ministry, Jesus selected His disciples, many of whom were merely ordinary people. Many of them seemed useless but Jesus saw potential in them and trained them to be new people who could do mighty things. God called someone like Saul, a great enemy of the church, and turned him into Paul, a fruitful church planter. This is because He saw potential in him.

Do not see people as who they are today but the inner men in them. Leaders must see people’s potential and help to unleash it. Sometimeswe think we do not have enough man power. But God might have provided us with good people. What we only need to do is search for them. Once found, we have to work hard to refine their lives until they are ready to be used.

6. Church will grow if it knows and uses its strength

No church is without strengths or only has weaknesses. Every church has strengths and weaknesses. The question is-How well are its leaders aware of them? Oftentimes when people see other churches become successful, they want to imitate them, forgetting the fact that imitating others that are strong in the areas that are not their strengths could weaken rather than strengthen them.

Every church should therefore identify its strengths which comprise the strengths of its pastor, elders, leaders and members who make up the church. It should use its strengths to edify its faith community and make it grow.

7. Theology does not necessarily precede practicality but both influence each other

I used to think that theory governs practicality. We need good principles to be implemented in our ministry. This year I have learned that principles are also formulated or altered through what we learn from our practice. Especially when the context is changed, principles that were accepted or thought to be true might need revision, too. The actual practice in fact tests if that theory is correct or workable. A theory that is not tested through implementation might sound good but be useless.

Theory and ministry therefore influence each other.

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง