บทความ

“7 สิ่งที่ได้เรียนรู้ในปี 2023” – อ.ประกิจ ตรีทศายุธ

1.ภาระใจกับความจริง

บางครั้ง เรามีภาระใจมากในการทำบางอย่างให้พระเจ้าและคนของพระองค์  สิ่งที่ผมเรียนรู้คือ เราต้องพิจารณาด้วยว่าภาระใจของเรากับความเป็นจริงไปด้วยกันได้หรือไม่  ด้วยความเป็นผู้เลี้ยงของผม ผมอยากเห็นคนเติบโตขึ้นในทางของพระเจ้า ด้วยความเป็นอาจารย์ของผม ผมชอบอบรมสั่งสอนและแก้ไขคนให้คิดอย่างถูกต้อง  เมื่อผมเห็นว่าคนมีปัญหาหรือมีสิ่งบกพร่อง ผมจึงมักจะริเริ่มที่จะพาตัวเข้าไปช่วยแก้ไขชีวิตของเขา    

ในปีนี้ ผมเรียนรู้ว่า แม้เราจะรักและห่วงใยคนมากสักเท่าใด เราก็ไม่สามารถบังคับให้เขายอมรับการช่วยเหลือของผมได้   บางครั้งเราต้องยอมปล่อยเขาไปและให้พระเจ้าเป็นผู้ที่จัดการชีวิตของเขา ไม่ว่าจะผ่านคนอื่น หรือผ่านสถานการณ์รอบข้าง สิ่งหนึ่งที่เราทำได้และควรทำคืออธิษฐานเผื่อเขา

แม้เราจะมีภาระใจก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องทำตามภาระใจของเราเสมอไป  การพาตัวเองเข้าไปช่วยเหลือคนในเวลาที่ไม่เหมาะสมอาจจะไม่เป็นผลดีหรือแย่กว่านั้นคือส่งผลร้าย เมื่อเขาปฏิเสธความช่วยเหลือหรือยิ่งเตลิดไปไกล  

2. ผู้รับใช้กับสะบาโต

สะบาโตเป็นคำที่ผมได้ยินจากพระคัมภีร์ตั้งแต่เป็นผู้เชื่อใหม่ แต่ปราศจากความเข้าใจและไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว  จนเมื่อหลายปีที่แล้วที่ผมย้ายไปรับใช้พระเจ้าในต่างประเทศ ผมเริ่มเข้าใจเรื่องนี้และเห็นความสำคัญมากขึ้นเพราะได้เห็นพี่น้องที่นั่นถือปฏิบัติ  แต่ในปีนี้ผมเข้าใจเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นอีกจากการได้เรียนบางวิชาในหลักสูตรปริญญาเอก

สะบาโตเป็นหลักการสำคัญในพระคัมภีร์ที่มักจะถูกมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคริสตจักรที่เน้นเรื่องประสิทธิภาพและการเกิดผล  แต่ผมเรียนรู้ว่าสะบาโตเป็นหลักการของพระเจ้าที่มีมาตั้งแต่ก่อนยุคธรรมบัญญัติเสียอีก  พระเจ้าทรงเป็นแบบอย่างแก่เราในเรื่องนี้เมื่อพระองค์ทรงหยุดพักจากการงานทั้งปวงหลังจากที่ทรงสร้างสรรพสิ่งเป็นเวลาหกวัน  พระเจ้าต้องการให้เราหยุดพักไม่เพียงเพื่อเติมพลังสำหรับการปรนนิบัติพระองค์ และเพื่อให้มีชีวิตที่เป็นสุขด้วย

สำหรับผู้รับใช้ที่ปรนนิบัติสมาชิกในวันอาทิตย์ วันดังกล่าวเป็นวันแห่งการทำงานมากกว่าการหยุดพัก เขาจึงควรจะเลือกอีกวันหนึ่งเป็นวันสะบาโต เช่น วันจันทร์ เป็นต้น  เนื่องจากพระเจ้าสร้างเราให้มีทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ  ในวันสะบาโตเราจึงควรหยุดพักไม่เพียงแต่ในฝ่ายจิตวิญญาณ แต่ในฝ่ายร่างกาย และจิตใจด้วย  และเราไม่ควรจะฟ้องผิดเมื่อได้พักผ่อน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเป็นผู้รับใช้  พระเยซูเองก็ยังละฝูงชน หรือสาวกของพระองค์ในบางเวลาเพื่อหยุดพัก จริงอยู่ เราไม่ควรจะถือวันสะบาโตเป็นเหมือนธรรมบัญญัติที่ไม่มีข้อยกเว้น  แต่ในสถานการณ์ปกติ เราควรพักผ่อนด้วยใจขอบคุณพระเจ้าโดยถือเป็นพระคุณของพระองค์

3.ความเงียบกับการเกิดผล

สำหรับเราที่เคยชินกับระบบการทำงานในโลก  เรามักจะคิดว่า ผลงานต้องเกิดขึ้นจากการทำงาน และการอยู่เฉยไม่นำมาซึ่งการเกิดผล  อย่างไรก็ตาม ความสงบนิ่งที่ไม่ได้มาจากความเกียจคร้านแต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเข้าหาพระเจ้า หลายครั้งกลับนำมาซึ่งการเกิดผลอย่างเกินคาด

วิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยความรีบเร่ง  นอกจากนี้ ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร เราก็ถูกถาโถมด้วยข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนมี รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลสากลที่ทุกคนเข้าถึงได้ตลอดเวลา  ความจริงก็คือพระเจ้าต้องการจะพูดกับเราทุกคน  แต่หลายครั้ง เสียงของพระองค์ก็ถูกเสียงอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวเรากลบเสียหมด  เราบอกว่าเราต้องการได้ยินเสียงพระองค์ แต่เราไม่ได้ยิน เพราะเราไม่ได้พาตัวเองเข้ามาฟังเสียงพระองค์ 

หากเราต้องการจะเกิดผลทั้งในด้านการดำเนินชีวิตและการรับใช้ เราจึงต้องจัดเวลาอย่างเจาะจงเพื่อจะอยู่ในความสงบเงียบ และเงี่ยหูฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า  หากเราไม่เคยทำมาก่อนหรือไม่ได้ทำอย่างสม่ำเสมอ ครั้งแรกๆ ที่ทำเราอาจจะไม่เคยชิน  แต่หากเราทำอย่างสม่ำเสมอ ความเงียบจะไม่ใช่ความไม่เคยชิน การเสียเวลาเปล่า หรือความน่าเบื่ออีกต่อไป  เพราะเราจะเริ่มได้ยินเสียงพระเจ้า และเราจะชื่นชมพระองค์เหมือนนางมารีย์ที่นั่งแทบพระบาทพระเยซูเพื่อรับฟังพระองค์

4. คำพยานชีวิตกับการประกาศพระคริสต์

งานรับใช้อย่างหนึ่งที่คริสเตียนหลายคนคิดว่าไม่ค่อยถนัด มองว่ายาก และไม่ชอบ คือการประกาศข่าวประเสริฐ เพราะคิดว่า ตัวเองไม่มีความรู้มากเพียงพอเกี่ยวกับพระเจ้า  หลายคนให้น้ำหนักกับการตอบคำถามเกี่ยวกับความเชื่อที่มักจะไม่ใช่ประเด็นที่ง่าย และคิดว่า หากตอบคำถามเหล่านั้นได้ ก็จะทำให้คนมารู้จักพระเจ้า  

แม้ผมจะเห็นด้วยกับการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมและสร้างความเชี่ยวชาญในการโต้ตอบคำถามที่ยาก ผมเรียนรู้ว่า เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่เราสามารถใช้ในการเป็นพยานเพื่อประกาศพระคริสต์คือชีวิตของเราที่สำแดงพระคริสต์  แม้จะมีความรู้มากมาย หากคนไม่สนใจฟัง ความรู้เหล่านั้นก็ไร้ประโยชน์  จริงอยู่ ความไม่เข้าใจหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้าเป็นกำแพงสูงที่ขวางกั้นคนไม่ให้มารับความรอด  แต่กำแพงที่มหึมาที่สุดคือ ความไม่สนใจหรืออคติที่มี  สิ่งแรกที่เราต้องแตะต้องจึงไม่ใช่ความคิดแต่เป็นจิตใจของผู้ฟัง  หากคนมีใจเปิดออก เหตุผลความเข้าใจจะกลายเป็นเรื่องรองทันที  

คำถามที่สำคัญคือ คนที่ฟังเราได้เห็นว่าชีวิตเราแตกต่างจากคนรอบข้างหรือไม่  บางครั้ง คนไม่ได้ต่อต้านพระเจ้า แต่ต่อต้านคนที่เป็นตัวแทนของพระเจ้าอย่างเรา  เพราะเราไม่ได้ดำเนินชีวิตอย่างน่านับถือ และสอดคล้องกับสิ่งที่เราพูด  หากชีวิตเราไม่สำแดง แม้เราจะงัดเหตุผลหรือข้อมูลทั้งหมดที่มีมาหักล้างความเข้าใจผิดของเขาเกี่ยวกับพระเจ้า ใจของเขาก็จะยังคงปิดอยู่  สิ่งที่เราพูดอาจจะเข้าไปในสมอง แต่ไม่ได้ตกลงไปในใจของเขา จึงไม่เป็นผล   เราจึงควรสนใจชีวิตของเราเป็นสำคัญ ไม่เพียงเพิ่มเติมความรู้ความเข้าใจ

5. ความรักกับการชนะใจ

ผมรับใช้พระเจ้าในต่างประเทศเป็นเวลา 17 ปี  จนวันหนึ่งมีความคิดว่า อยากกลับเมืองไทยด้วยเหตุผลหลักคืออยากพาคุณพ่อมารู้จักพระเจ้า  แต่เมื่อกลับมาแล้ว ก็ยังคิดอยู่ว่า จะเริ่มต้นเล่าเรื่องพระเจ้าให้ท่านฟังอย่างไรดี เพราะคุณพ่อเคยต่อต้านความเชื่อคริสเตียนอย่างรุนแรง  วันหนึ่งอยู่ๆ ผมก็เกิดความเข้าใจขึ้นมาว่า วิธีการที่จะใช้ในการนำคุณพ่อมารู้จักพระเจ้าไม่น่าจะใช่การถกเถียงเรื่องพระเจ้า แต่เป็นการสำแดงความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระองค์ให้แก่ท่าน  ผมจึงตั้งใจทำทุกอย่างเท่าที่นึกออกเพื่อให้คุณพ่อได้สัมผัสความรักของพระเจ้าผ่านชีวิตของผม  ผมตั้งใจว่า จะรักท่านอย่างไม่มีเงื่อนไขเหมือนอย่างที่พระเจ้ารักผม   

ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงในคุณพ่ออย่างอัศจรรย์  ท่านสัมผัสได้ว่าผมรักท่าน และท่านก็เริ่มปฏิบัติต่อผมอย่างนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  จนเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาก่อนถึงวันพ่อ ผมก็เชิญท่านมาที่คริสตจักร  ผมประหลาดใจมากที่ท่านยอมมาโดยง่าย ไม่เพียงเท่านั้น ท่านยังมีความผ่อนคลายมากเมื่ออยู่ที่คริสตจักร ต่างจากตอนที่ผมเป็นผู้เชื่อใหม่และถูกต่อต้าน ท่านมาคริสตจักรอย่างฉุนเฉียว  ครั้งนี้ ผมเรียนรู้บทเรียนสำคัญที่ไม่ใช่ทฤษฎีที่ผมรู้มานาน แต่จากประสบการณ์ว่า ความรักชนะทุกสิ่งจริงๆ 

6. ครอบครัวกับบทบาทของสมาชิก

ปีนี้เป็นปีที่ผมเรียนรู้มากเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ นอกจากเรื่องการรับใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องบทบาทของคริสเตียนกับครอบครัว  บทเรียนสำคัญที่ผมเรียนรู้คือเรื่องพลวัตของบทบาทระหว่างลูกกับคุณพ่อคุณแม่  สิ่งที่ทุกคนเข้าใจตรงกันคือ ในวัยเด็ก ลูกเป็นผู้รับ และคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้ให้  ไม่ว่าจะเป็นการให้สิ่งจำเป็นในการดำรงชีพ การปกป้องคุ้มครอง การให้ความรักอย่างเสียสละ  สิ่งที่ผมได้เข้าใจเพิ่มเติมคือ เมื่อเวลาผ่านไป บทบาทของทั้งสองฝ่ายจะเริ่มเปลี่ยนไป จากการเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว ลูกจะเริ่มเป็นผู้ให้ด้วย เริ่มจากการให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ภายในบ้าน เช่น การช่วยทำความสะอาดจานชามหลังอาหาร ช่วยทำความสะอาดบ้าน หรือช่วยธุรกิจครอบครัวเล็กๆ น้อยๆ  

จนเมื่อเวลาผ่านไปและลูกได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่และหาเลี้ยงชีพได้  บทบาทของการเป็นผู้ดูแลจะเริ่มกลับกัน คุณพ่อคุณแม่จะไม่ต้องอุปถัมภ์ลูกอีกต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องเงินทอง แต่คุณพ่อคุณแม่จะเป็นผู้ให้คำปรึกษา ในทางตรงกันข้าม ลูกๆ จะเริ่มเป็นผู้ดูแลคุณพ่อคุณแม่จากน้อยไปมาก และเมื่อลูกๆ มีประสบการณ์มากขึ้น ลูกๆ ก็จะเริ่มเป็นผู้ให้คำแนะนำคุณพ่อคุณแม่ในเรื่องต่างๆ  

การดูแลคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเกิดจากการที่ท่านร้องขอหรือไม่ควรเกิดขึ้นเพราะท่านมีความจำเป็น แต่เกิดจากความซาบซึ้งในพระคุณที่ท่านมีต่อลูกและลูกอยากแสดงความรักผ่านการให้โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าท่านมีความจำเป็นหรือไม่  หากลูกคนใดไม่ดูแลคุณพ่อคุณแม่เมื่อตอนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว  ลูกคนนั้นก็ยังมีโลกทัศน์เช่นเดิมเหมือนครั้งยังเป็นเด็ก  

7. ผู้นำกับการส่งต่องานให้กับคนรุ่นใหม่

การส่งต่องานให้กับคนรุ่นถัดไปเป็นงานสำคัญของผู้นำทุกคน  แต่สำหรับผู้นำหลายคน สิ่งที่ควรเป็นภารกิจนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่จำใจต้องเกิดขึ้นโดยไม่ได้อยู่ในแผนและไม่ได้ตั้งใจ แต่เพราะไม่มีทางเลือกอื่นเนื่องจากผู้นำคนเดิมอายุมากเกินกว่าที่จะอยู่ในบทบาทนั้นต่อได้เพราะหมดกำลังวังชา  ก่อนที่จะหมดแรง ผู้นำทุกคนควรวางแผนส่งต่องาน และก้าวขึ้นไปในบทบาทของที่ปรึกษาที่ยังมีแรงช่วยเหลือและสนับสนุนผู้นำคนใหม่  

ผู้นำบางคนไม่วางแผนในการส่งต่องานเนื่องจากไม่มองการณ์ไกลเท่าที่ควร  นอกจากนั้น อีกเหตุผลหนึ่งคือ การลงจากตำแหน่งผู้นำมักจะสร้างความรู้สึกสูญเสียให้กับผู้นำผู้นั้น ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ บารมี การเป็นที่ชื่นชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน  สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้การยอมลงจากตำแหน่งง่ายขึ้นคือความเข้าใจว่า การสิ้นสุดเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่สำหรับการเป็นผู้นำ เช่นเดียวกับที่การตายต่อตัวเก่าเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่  เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ผู้นำบางคนไม่ส่งต่องาน คือ เห็นว่ายังไม่มีคนที่เหมาะสมเพียงพอ  นั่นยิ่งเป็นเหตุผลที่จะต้องส่งต่องาน เพราะหากไม่ให้โอกาสผู้นำใหม่ขึ้นมารับการฝึกฝน เขาจะไม่มีวันที่จะมีความเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะดูแลงานในวันที่ผู้นำเดิมไม่สามารถทำงานได้หรือจากไป

อย่างไรก็ตาม การส่งต่องานจะต้องทำอย่างมีสติปัญญา ไม่ส่งต่อก่อนเวลาอันควรหรือล่าช้าเกินไป และเมื่อส่งต่องาน ควรจะสร้างไม่เพียงแต่ผู้นำคนใหม่เพียงคนเดียว แต่จะต้องสร้างทีมงานที่จะสนับสนุนเขา  พูดอีกอย่างหนึ่งคือ ควรสร้างผู้นำรุ่นใหม่ทั้งแผง

 

Graphic Design by : Rainnie Design

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง