บทความ

7 เทรนด์พลิกโฉมคริสตจักรปี 2024

7 เทรนด์พลิกโฉมคริสตจักรปี 2024 (Carey Nieuwhof )| Christlike

ผมไปพบบทความหนึ่งมาของ Carey Nieuwhofผู้รับใช้ที่มีความโดดเด่นเรื่องการนำคริสตจักร และมีผลงานมากมายไม่ว่าจะเป็นหนังสือ บทความต่างๆ

หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดเกิดขึ้น แม้ระยะเวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ยังส่งผลกระทบต่อคริสตจักรทั่วโลกรวมถึงคริสตจักรไทยด้วย การทำพันธกิจของคริสตจักรมีหน้าตาที่เปลี่ยนไป แต่คริสตจักรที่ไม่พร้อมที่จะปรับตัวก็อาจจะเผชิญปัญหาใหญ่ตามมา

แม้บทความนี้จะอ้างอิงข้อมูลจากคริสตจักรในอเมริกาเป็นหลัก แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยก็มีความคล้ายกันเป็นอย่างมาก

หวังว่าบทความนิดจะกระตุกความติดผู้รับใช้หลายท่าน ให้ปรับเปลี่ยนวิธีการรับใช้ให้สอดคล้องกับเทรนด์ในปัจจุบัน เพราะเมื่อเราจะจับปลา เราคงต้องเลือกใช้เครื่องที่มือที่เหมาะสม

7 เทรนด์พลิกโฉมคริสตจักรปี 2024 (Carey Nieuwhof  )

ปี 2024 เป็นปีสำคัญของเหล่าผู้นำคริสตจักร และด้วยเทรนด์การเปลี่ยนแปลงนี้ ก็อาจทำให้เป็นปีสำคัญของคริสตจักรของคุณด้วยเช่นกัน

ถึงเวลาเตรียมพร้อมรับ 7 เทรนด์ใหม่ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว

มีกระแสลาออกครั้งใหญ่ของคนทำงานในอเมริกาช่วงก่อนโควิดซึ่งได้ผ่านพ้นไปแล้ว  แต่ส่วนคริสตจักรก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้เช่นกัน ในฐานะผู้นำคริสตจักรหากคุณผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ คุณก็น่าจะอยู่ต่อได้อีกหลายปี

ดังนั้น หลังจากช่วงปีแห่งความสับสนตึงเครียดและเจ็บปวดสำหรับผู้นำคริสตจักรหลายแห่ง ตอนนี้ถึงเวลาที่จะมองไปข้างหน้า ปลายฟ้าอาจจะไม่ได้สวยงามซะทั้งหมด แต่อย่างน้อยมันก็ยังมองเห็นได้

ปีนี้เรามุ่งเน้นที่ คริสตจักรที่อยู่ตัวแล้ว(จำนวนสมาชิกคงที่)เริ่มมีจำนวนที่ลดลง สาวกหลักของคริสตจักรเป็นคนรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen Z ซึ่งก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ (เช่น AI) และคริสตจักรขนาด Megachurch รวมไปถึงศิษยาภิบาล ทั้งหมดเป็นรูปแบบใหม่

7 เทรนด์คริสตจักรที่คุณและทีมควรจับตามองในปี 2024

1. คริสตจักรที่ “อยู่ตัวแล้ว” กำลังลดจำนวนลงเรื่อยๆ

การเปิดให้คนกลับมาเข้าโบสถ์จริงๆ แทนการเข้าแบบออนไลน์ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาส่งผลทั้งต่อผู้นำและสมาชิก โดยเฉพาะกับคริสตจักรที่อยู่ตัวแล้วมากกว่าคริสตจักรที่ยังไม่อยู่ตัว

จากการสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ คริสตจักรที่อยู่ตัวแล้วนั้นกำลังจะหายไป  เกือบ90% ที่คริสตจักรคุณถ้าไม่โตก็ถดถอย มีแค่ 12% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ตอบว่าคริสตจักรของพวกเขา อยู่ตัว คือ ไม่ดึงดูดคนใหม่เรื่อยๆ หรือมีสมาชิกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

คิดอีกมุมหนึ่งก็คือ คริสตจักรที่มาแรงก็ยิ่งมีแรงผลักดันมากขึ้น ในขณะที่คริสตจักรที่ไม่มีกำลังก็สูญเสียผู้คนไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

 

อะไรคือความเสี่ยง

ไม่แปลกที่ผู้นำคริสตจักรในอดีตจะนำคริสตจักรที่มีความอยู่ตัวซึ่งไม่เติบโตหรือถดถอยอย่างมีนัยสำคัญมานานหลายปีหรือหลายสิบปี

นั่นทำให้ผู้นำคริสตจักรก็จะทำงาน “ตามปกติ” เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ทั้งเรื่องรอบนมัสการวันอาทิตย์ เรื่องงบประมาณ โปรแกรม หรือกลยุทธ์การสร้างสาวก

โดยธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไปความไม่เปลี่ยนแปลงที่ว่าไม่ได้เป็นผลดี ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือทำให้คนในคริสตจักรมั่นใจแบบผิดๆ ว่าพวกเขาจะริเริ่มการเปลี่ยนแปลงเมื่อไรก็ได้

 

มันไม่มีแล้วครับเวลา

ตอนนี้คริสตจักรคุณกำลังเติบโตหรือถดถอย เกือบทั้งหมดพบว่าตนเองไม่ได้กำลังเติบโตแต่กำลังถดถอย คริสตจักร 54% มีสมาชิกลดลงปานกลางไปถึงมาก แปลว่าคริสตจักรมากกว่าครึ่งในอเมริกาบ่งบอกว่าจะมีปัญหาในอนาคต

ข่าวดีคือ 33% ของคริสตจักรรายงานว่ามีการเติบโต บางส่วน หรือ อย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่หนุนใจอย่างลึกซึ้ง

แต่ลึกลงไปคือมันไม่ใช่ว่าการเติบโตที่มาจากการรับเชื่อ (ซึ่งคงจะดีมาก) หากแต่เป็นการเติบโตจากการที่คนย้ายมาจากคริสตจักรอื่น (ใช่แล้วครับ) หลายคนหายออกไปจากคริสตจักรเพราะพวกเขาละทิ้งความเชื่อ แต่ก็มีอีกหลายคนที่พวกเขาเพียงแค่ย้ายจากคริสตจักรที่กำลังจะตายไปสู่คริสตจักรที่มีชีวิตชีวามากกว่า

เทรนด์การรวมคริสตจักรที่ผมเคยสรุปไว้ในปี 2020 ตอนนี้กำลังเกิดขึ้นเต็มแรง

 

ควรจะทำอย่างไร

นั่นหมายความว่าไม่มีอะไรจะเร่งด่วนเท่ากับการที่เราต้องเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวนี้

ในคริสตจักรที่เสื่อมถอยและกำลังจะตาย การเปลี่ยนแปลง การฟื้นฟู และการปฏิรูปจะต้องทำอย่างรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นอนาคตของคริสตจักรจำนวนมากจะมืดมน

สำหรับคริสตจักรที่กำลังโตจะต่างออกไป ข้อแรกคือการเปลี่ยนแปลงที่ผู้นำสร้างขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นแหละที่เป็นตัวกระตุ้นการเติบโต พวกเขากำลังเก็บเกี่ยวสิ่งที่พวกเขาหว่าน และนั่นก็เป็นข่าวดี

 

มันสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ต้องเข้าใจว่าการเติบโตนั้นเกิดขึ้นจากอะไร เพื่อที่คุณจะเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น และอย่างมีประสิทธิภาพ คริสตจักรที่เติบโตเหล่านี้จะกลายเป็นแกนหลักของคริสตจักรในอนาคต

สิ่งที่ต้องระวังคือ แม้ว่าคริสตจักรของคุณจะเติบโตอย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องไม่ละเลยการเข้าถึงผู้คนที่ไม่ได้เข้าโบสถ์ (ผู้ที่ยังไม่รับเชื่อ)

การดึงดูดคริสเตียนเก่าไม่ใช่ความสำเร็จของพันธกิจของคุณ การเข้าถึงผู้คนในโลกเพื่อพระคริสต์ต่างหากที่เป็นความสำเร็จ

สรุปก็คือ ทุกวันนี้พวกคุณ (คริสตจักร) ถ้าไม่กำลังโตก็กำลังถดถอย ความอยู่ตัวไม่ค่อยจะเกิดขึ้นหรอกในวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้

2. คนรุ่นมิลเลนเนียลคือแกนหลักใหม่ของคริสตจักร

(รุ่นมิลเลนเนียลเกิดช่วงปี1981-1996 ซึ่งอยู่ในวัยที่การงานอยู่ตัวจนถึงประสบความสำเร็จในอาชีพ)

การเปลี่ยนแปลงอันหนึ่งที่สำคัญมากในสองสามปีที่ผ่านมาก็คือการที่กลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียลได้เข้ามาสู่คริสตจักรได้เร็วกว่าและแซงหน้าคนกลุ่มอายุอื่นๆ ไปแล้วในปี 2019

ผู้มาคริสตจักรที่เป็นคนรุ่นมิลเลนเนียลกำลังเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด (โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่ใช่คนผิวขาว)

จากการสำรวจของ Barna พบว่า 30% ของคนรุ่นมิลเลนเนียลผิวขาวบอกว่ามาคริสตจักรเป็นประจำหลังโควิด19 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 26% ก่อนโควิด แต่คนรุ่นมิลเลนเนียลที่ไม่ใช่คนผิวขาวกลับมาคริสตจักรอย่างกระตือรือร้นยิ่งกว่าคือ 40% ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 31% ก่อนโควิด

สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ คนรุ่นบูมเมอร์ (อายุ70ขึ้นไป) ไม่ได้กลับมาที่คริสตจักรอย่างที่เราคาดหวัง

ศิษยาภิบาลในคริสจักรขนาด Megachurch คนหนึ่งเล่าว่า “ดูเหมือนคนกลุ่มบูมเมอร์จะเกษียณไปจากคริสตจักร” เขาพูดต่อไป “คนกลุ่มนี้พบว่าตัวเองชอบนั่งจิบกาแฟแก้วที่สองบนโซฟาและเริ่มเล่นกอล์ฟวันอาทิตย์เช้าขึ้น! ซึ่งผมไม่ได้คิดมาก่อนเลย) ” ที่จริงเราต่างก็ไม่เคยคิดกันว่าจะเป็นแบบนี้

จากข้อมูลของ Barna พบว่าก่อนปี 2020  31%ของคนรุ่นบูมเมอร์มาคริสตจักรเป็นประจำ แต่มีเพียง 22% เท่านั้นที่กลับมาคริสตจักรหลังโควิด19

ส่วนหนึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติเพราะคนรุ่นบูมเมอร์แก่ตัวลง ความคล่องตัวและสุขภาพก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งเรื่องนี้ส่งสัญญาณเตือนชัดเจนมานานหลายปีแล้ว แต่เราแค่ทำเหมือนไม่เห็นสัญญาณเหล่านั้น

 

อะไรคือความเสี่ยง

นอกจากเรื่องการกลับมาคริสตจักรหลังโควิด อีกเรื่องที่ได้รับผลกระทบมากจากเทรนด์นี้คือการรับใช้และการถวาย ในอดีตคนรุ่นบูมเมอร์เป็นผู้แบกรับคริสตจักรทั้งในแง่ของการเงินและงานอาสา

เมื่อคนรุ่นบูมเมอร์ได้ลดบทบาทไปจากคริสตจักร จึงจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ผู้นำจะต้องยอมรับกับความเป็นจริงที่ว่าตอนนี้เป็นยุคของมิลเลนเนียลแล้ว ซึ่งมาพร้อมกับความแตกต่างบางประการที่ผู้นำคริสตจักรจำเป็นต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญอย่างรวดเร็ว

ประการแรก คนรุ่นมิลเลนเนียลมีแนวโน้มที่จะตั้งใจรับใช้จนถึงที่สุดน้อยกว่าคนรุ่นก่อนๆ พวกเขามีชีวิตที่ยุ่งยากวุ่นวาย ลูกๆ ของพวกเขาใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก เช่นเดียวกับเรื่องอาชีพการงานของพวกเขา

ประการที่สอง คนรุ่นมิลเลนเนียลรับใช้แตกต่างจากรุ่นบูมเมอร์ หรือ Gen X และเป็นความจริงที่ว่าคนรุ่นมิลเลนเนียลถวายมากกว่าคนรุ่นบูมเมอร์

อย่างไรก็ตาม คนรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen Z รุ่นเยาว์ (ดูรายละเอียดในเทรนที่3) แสดงออกถึงแนวทางการสร้างสาวกแบบ สมบูรณ์ มากกว่าคนรุ่นอื่นๆ  ผมไม่ได้บอกว่าบูมเมอร์หรือ Gen X ไม่จริงจังกับการเป็นสาวก แต่อธิบายได้ว่าความเป็นสาวกของพวกเขาคือองค์ประกอบของการมาคริสตจักร การถวาย และการรับใช้

รูปแบบในคริสตจักรเองก็ทำให้การถวายและการรับใช้เป็น เป้าหมายของการเป็นสาวก และก็เป็นวิธีที่ทำให้เรารู้ว่าสมาชิกมีส่วนร่วม

สำหรับคนรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen Z การถวายและการรับใช้ ไม่ใช่เป้าหมายของการเป็นสาวก แต่สองสิ่งนี้เป็นผลพลอยที่ได้จากความเชื่ออันแรงกล้าที่เข้ามาครอบครองชีวิตของพวกเขา

จะบอกว่าเป็นเรื่องเดียวกันแต่ต่างคำ ต่างอรรถาธิบายหรือไม่ ก็เป็นไปได้ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปในอนาคตมันก็จะไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการตีความ

 

ควรทำอย่างไร

ถึงแม้ว่าคุณยังไม่อยากยอมแพ้โดยสิ้นเชิงกับคนรุ่นบูมเมอร์ และคุณยังต้องการยกย่องพวกเขาสำหรับการรับใช้ แต่คุณจำเป็นต้องเข้าใจว่าคนรุ่น มิลเลนเนียล ที่อายุมากที่สุดจะครบ 43 ปีในปี 2024 มันจึงถึงเวลาที่จะต้องปฏิบัติต่อคนกลุ่มมิลเลนเนียล รวมไปถึง Gen X และ Gen Z (ที่โตแล้ว)ทั้งหมดในฐานะแกนใหม่ของคริสตจักร

ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา คริสตจักรที่ตั้งเป้าการประกาศให้ผู้คนกลายเป็นสาวกของพระเยซูอย่างสุดหัวใจ ควรจะมีความกังวลกับคนรุ่นต่อไปในเรื่องการถวายและรับใช้ “น้อยกว่า” คริสจักรที่ตั้งเป้าไปที่การถวายและรับใช้

ในทำนองเดียวกัน วิธีที่เราเรียกคนรุ่นมิลเลนเนียลมารับใช้ ควรมีการยกระดับให้มากขึ้น ซึ่งจะให้ผลตอบรับที่ดีกว่าการลดระดับการคัดคนของคริสตจักรลงหรือหวังว่าผู้คนจำนวนมากจะก้าวเข้ามาเอง

เมื่อพูดถึงการถวาย การเรียกคนเข้าสู่การเป็นสาวกแบบสุดชีวิตนั้น จะต้องเรียกร้องหมดทั้งตัวและหัวใจ ซึ่งสิ่งนี้จะสร้างความมีน้ำใจในคนรุ่นต่อไป

และเรายังจำเป็นต้องพูดถึงเรื่องการส่งต่อความมั่งคั่งระหว่างรุ่นสู่รุ่น ซึ่งจะแบ่งเป็นสองประการที่สำคัญ

ประการแรก เมื่อคนรุ่นบูมเมอร์เริ่มแก่ตัวและหลายคนเริ่มจากไป, ลูกหลานของพวกเขาคือคนรุ่น Gen X และมิลเลนเนียลจะได้รับโอนความมั่งคั่ง ซึ่งมีขนาดใหญ่ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ผู้นำคริสจักรจึงควรที่จะสนทนากับคนรุ่นบูมเมอร์เกี่ยวกับความสำคัญของการจัดการทรัพย์สินอย่างรับผิดชอบ มิฉะนั้นคริสตจักรอาจถูกละเลยจากทั้งผู้ให้และผู้รับ

ประการที่สอง ผู้นำคริสตจักรควรสร้างกลยุทธ์โดยเข้าไปมีส่วนร่วมกับคนรุ่นมิลเลนเนียลในฐานะผู้ถวายที่สำคัญสำหรับพันธกิจและแผนงานในอนาคต เพื่อช่วยให้พวกเขาเห็นว่าพระเยซูเป็นความสำคัญอันดับแรก เพราะคนเหล่านี้คุ้นเคยกับการบริจาคเพื่อการรณรงค์ทางสังคมในด้านต่างๆที่พวกเขาให้ความสนใจอยู่แล้ว

 

3. Gen Z จะเริ่มปรับโครงสร้างของคริสตจักร

เช่นเดียวกับที่คนรุ่นมิลเลนเนียลได้เติบโตขึ้น คนรุ่น Gen Z ที่อายุมากที่สุดจะครบ 27 ปีในปี 2024 หลายๆ คนจะไม่ใช่เด็กอีกต่อไป พวกเขาไม่ได้เป็นเพียง เด็กนักเรียน พวกเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว และในปี 2024 คุณจะเริ่มเห็น Gen Z เข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างคริสตจักร

ในบทความก่อนหน้าผมได้พูดถึงห้าลักษณะการนมัสการแบบ GenZ สรุปก็คือคริสตจักรในยุคต่อไปจะมีแนวโน้มที่จะลดแสงสีเสียงความเป็นโชว์ลง แต่จะเพิ่มลักษณะที่เป็นความสัมพันธ์และความจริงใจมากขึ้น และในที่สุดการนมัสการจะใช้หัวใจนำไม่ใช่สมองนำ

นอกจากนี้ คนรุ่น Gen Z ถ้าจะรับใช้ก็จะมาจากการเชื่ออย่างหมดใจเต็มร้อย ต่างจากรุ่นพ่อแม่ที่เห็นว่าคริสเตียนคือการเข้าโบสถ์ ถวายและรับใช้  Gen Z ไม่สนใจการเป็นคริสเตียนแบบไม่คิดมาก พวกเขาต้องการติดตามพระเยซูด้วยความมั่นใจเต็มร้อย ส่วนการเข้าโบสถ์ ถวายและรับใช้ เป็นผลพลอยได้จากความเชื่อแบบเต็มที่ของพวกเขา

 

อะไรคือความเสี่ยง

ห้าปีที่แล้วผมบอกว่าการหยุดใช้รูปแบบดึงดูดความสนใจและจูงใจจะเป็นกระแสใหม่ของคริสตจักรในอนาคต แม้กระนั้นในปี 2024 คริสตจักรหลายแห่งยังคงใช้รูปแบบดึงดูดและจูงใจในลักษณะต่างๆ ผลก็คือ มีคริสตจักรจำนวนมากขึ้นที่จำนวนสมาชิกไม่เพิ่มแถมยังลดลงอีกด้วย

ยังคงไม่มีรูปแบบใหม่เกิดขึ้น แต่ผมคาดว่าปรากฏการฟื้นฟูครั้งใหญ่ที่มหาวิทยาลัยแอชเบอรีในปี 2023 และเกิดการบัพติศมมาขึ้นทันทีเป็นจำนวนมาก จะแสดงให้เห็นทิศทางไปสู่อนาคต

(ในช่วงสองสัปดาห์นั้น คนเกือบห้าหมื่นมารวมกันอธิษฐานในมหาวิทยาลับแอชเบอรี่ในอเมริกา จากการจุดประกายผ่านระบบดิจิทัล)

Gen Z คือกลุ่มคนที่หิวโหยต่อพระเจ้า หิวโหยความหวัง และเป็นคนรุ่นที่เบื่อหน่ายการโฆษณาเกินจริง หากคุณดำเนินคริสตจักรตาม วิธีเก่า ต่อไป คุณจะเสี่ยงต่อการสูญเสียคนทั้งรุ่นที่ตั้งใจติดตามพระเยซู

ความท้าทายของผู้นำคริสตจักรก็คือ แม้ว่าคนรุ่น Gen Z ที่ทุ่มเทและความเชื่อเต็มร้อยในคริสตจักรจะยังมีจำนวนน้อย  แต่เราจะทำให้ คน Gen Z เหล่านี้เข้าไปเปลี่ยนคน Gen Z ที่ยังไม่รับเชื่อให้กลายเป็นผู้เชื่อได้อย่างไร

คนรุ่น Gen Z ได้สร้างวัฒนธรรมการเป็นสาวกที่ยอดเยี่ยมมาก แต่อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมนี้ก็จำเป็นต้องนำไปสู่การประกาศเพื่อสร้างผู้เชื่อใหม่ด้วยซึ่งก็สามารถที่จะเป็นเช่นนั้นได้  หากแต่ว่าอาจเกิดพลวัตรต่างขั้วเกิดขึ้นและมีแรงต่อต้านกันเองในคริสตจักรซึ่งตอนนี้ผมยังไม่เห็นสิ่งนั้นและก็หวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้น

 

ควรทำอย่างไร

กลยุทธ์เพื่อการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ที่ดีที่สุดนั้นเรียบง่าย คือ หยุดพยายาม เข้าหา พวกเขาหรือ พูดแทนพวกเขา แต่ควรจะเชิญพวกเขาร่วมโต๊ะผู้นำของคุณแล้วปล่อยให้พวกเขาวางแผนและตัดสินใจ

Gen Z ไม่ได้อยากเข้ามานั่งเป็นไม้ประดับที่โต๊ะผู้นำ พวกเขาต้องการมีบทบาท ร่วมแสดงความเห็นและตัดสินใจซึ่งผมคิดว่าพวกเขาก็สมควรได้รับสิทธิ์อันนี้

ทางที่ดีที่สุดที่ผู้นำรุ่นเก่าจะทันกระแสคือการดึงคนรุ่ใหม่เข้ามาร่วมงานแล้วปล่อยให้พวกเขากำหนดอนาคต

เนื่องจากศิษยาภิบาลอาวุโสของคริสตจักรในอเมริกาโดยเฉลี่ยมีอายุ 60 ปีในปีนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องให้คนรุ่นต่อไปเป็นผู้นำ

 

4. องค์ประกอบด้านดิจิทัลสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ในงานรับใช้

เสียงเรียกร้องที่ชัดเจนทั่วทั้งคริสตจักรในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคืองานรับใช้ควรจะถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น

แต่สิ่งที่ไม่มีใครพูดถึงคือ ยังมีคริสตจักรจำนวนน้อยมากที่มีการวางแผนพันธกิจด้านดิจิทัลในการสร้างสาวกอย่างเป็นระบบ ซึ่งผู้นำคริสตจักรยังตีไม่แตกในเรื่องนี้แต่ก็ดำเนินการกันไปโดยดึงคนเข้ามารวมๆกันก่อนแล้วค่อยคิดกันว่าจะทำอะไรอย่างไร

แต่ก็ยังมีคริสตจักรและองค์กรจำนวนไม่กี่แห่งที่ได้ใช้ระบบดิจิทัลผลิตทรัพยากรออกมาอย่างเยี่ยมยอดและทำให้งานรับใช้ได้ผลดีเป็นอย่างมาก

คริสตจักรอย่าง Churchome และ Life.Church เข้าถึงคนหนุ่มสาวหลายพันคน โดยเชื่อมโยงพวกเขาผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ทำให้เราได้เห็นคนหลายหมื่นเดินทางมารวมตัวกันในชุมชนต่างๆของพวกเขา ทั้งหมดนี้ได้รับแรงหนุนจากสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในโลกดิจิทัล

ศิษยาภิบาลคริสตจักรขนาด Megachurch ท่านหนึ่งบอกผมว่าเขาเห็นคำอธิษฐานผ่านแอปพลิเคชันมือถือเกือบ 30,000 ครั้งในหนึ่งสัปดาห์ตามคริสตจักรลูกของเขา ระบบดิจิทัลในงานรับใช้ในที่สุดจะถาวรและเป็นส่วนสำคัญ และจะเป็นส่วนที่คริสตจักรจำนวนมากจะลงทุนกันอย่างหนักหน่วง

ประการสุดท้ายคือเรื่องของ John Mark Comer ในยุคของเราเขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ทุ่มเทผลักดันอุดมการณ์การเป็นสาวกและกฎแห่งชีวิต (Rule of life) ให้ก้าวหน้าอย่างมาก หากแต่ทรัพยากรและสื่อการสร้างสาวกของเขาทำเป็นระบบดิจิทัลทั้งหมด บนเวปไซต์ Practicing the Way นั่นคือแหล่งข้อมูลดิจิทัลของเขาได้จุดประกายปฏิสัมพันธ์ซึ่งหน้า ผู้คนออกมารวมตัวกันตามชุมชนและเข้าร่วมกันในงานรับใช้

 

อะไรคือความเสี่ยง

ผมเคยเขียนถึงเทรนด์คริสตจักรแบบไฮบริด (ออนไลน์+ออนไซด์)มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา (ปีนี้ผมไม่ใส่ในเทรนด์เพราะมันกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว) แต่ถึงกระนั้นคริสตจักรหลายแห่งก็ยังไม่ยอมทำดังนี้ โดยจำกัดการแสดงตนในโลกออนไลน์เพื่อพยายามกระตุ้นการเข้าโบสถ์ ความลังเลใจในเรื่องดิจิทัลนั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องการสร้างสาวก

พูดตรงๆ ก็คือ หากคุณจะใช้แพลตฟอร์มออนไลน์จำกัดเพียงแค่เป็นสื่อในงานประกาศ หรือใช้เป็นเครื่องมืออันหนึ่งในการประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิก แต่กลับเพิกเฉยที่จะใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการขับเคลื่อนการสร้างสาวกถือเป็นความโง่เขลาอย่างยิ่ง

อีกไม่นานคุณจะพูดได้เต็มปากโดยไร้ข้อโต้แย้งว่า “ถ้ากลยุการสร้างสาวกคุณไม่มีระบบข่ายงานดิจิทัล ก็คือคุณไม่มีกลยุการสร้างสาวก”

หมายเหตุ ระบบข่ายงานดิจิทัล (Digital delivery system) คือการทำงานร่วมกันของสมาชิกบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่นการวางแผน ประสานงาน ประชุม วางระบบ สั่งการ ฯลฯ

อย่างนั้นเลยครับ แม้ว่าช่องทางดิจิทัลจะเป็นสื่อผลักดันให้คนออกมาเจอกันในชุมชน แต่ระบบข่ายงานดิจิทัลนี่แหละที่ยิ่งเป็นตัวเร่งกระบวนการทำงานในชุมชนให้เกิดขึ้น

ระบบดิจิทัลนั้นคุ้มค่ากว่าอนาล็อกหลายเท่า

 

ควรทำอย่างไร

คุณควรเริ่มคิดว่าคริสตจักรของคุณสามารถใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบ่มเพาะการสร้างสาวกได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงเพื่อการถ่ายทอดรอบนมัสการหรือเข้าถึงผู้คนจำนวนที่มากขึ้น

จากนั้นลงทุนงบประมาณและบุคลากรที่คุณต้องการเพื่อทำให้เกิดขึ้น และอย่ากดดันตัวเองว่าคุณจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่เพราะในโลกออนไลน์มีทรัพยากรที่คุณหยิบมาใช้ได้มากมาย

5. การแบ่งขั้วเลือกข้างการเมืองอย่างสุดโต่งจะกระตุ้นให้คริสตจักรโตในระยะสั้น (แต่ไม่ใช่การเติบโตในระยะยาว)

สองสามปีที่ผ่านมามีศิษยาภิบาลสายอนุรักษนิยมกลุ่มเล็กๆทำให้คริสตจักรโตอย่างรวดเร็วด้วยการเลือกข้างในสงครามวัฒนธรรมอเมริกัน (เช่นการทำแท้งเสรี ประเด็น LGBT) และประกาศจุดยืนเลือกข้างขั้วการเมือง เช่นนโยบายต่อต้านวัคซีนโควิด19 ฯลฯ (เพื่อความเป็นธรรม ศิษยาภิบาลหัวก้าวหน้าบางครั้งก็แสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวเช่นกัน แต่ก็แทบจะไม่ทำให้คริสตจักรเติบโตขึ้นเลย)

เนื่องจากปี 2024 เป็นปีเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาและสมาชิกสภาคองเกรส จึงคาดได้เลยว่ากระแสเลือกข้างทางการเมืองจะพุ่งสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 2024 ซึ่งเป็นช่วงลงคะแนนเสียง เพราะผู้นำคริสตจักรหวังว่าผู้สมัครหรือแนวอุดมการณ์ที่พวกเขาสนับสนุนจะชนะการเลือกตั้ง

 

อะไรคือความเสี่ยง

ทันทีที่คุณลุยเข้าสู่การเมืองแบบแบ่งขั้ว (หรือการเสวนาทางการเมืองที่มีมุมมองแคบมากๆ ) คุณจะทำให้อย่างน้อย 50% ของคนที่คุณพยายามจะเข้าถึงนั้นรู้สึกว่าพวกเขาอยู่คนละข้างกับคุณ

นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่คริสตจักรทำซึ่งไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์ใหม่และไม่ช่วยการเผยแพร่ข่าวประเสริฐในระยะยาวด้วย ถ้าคุณอยากทำให้คนหนุ่มสาวที่มีสิทธิเลือกตั้งหมดความสนใจในตัวคุณก็เปลี่ยนธรรมาสน์ให้เป็นที่ปราศรัเลือกข้างทางการเมือง

ผมขอสรุปบทความที่ดีอันหนึ่งจากนิตยสาร The Atlantic ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการประกาศจุดยืนเลือกขั้วการเมืองอย่างหนักแน่น ในสภาวะการเมืองปัจจุบันสามารถทำให้คริสตจักรของคุณโตขึ้นในช่วงสั้นๆ แต่ผู้เขียนได้ให้เหตุผลว่าท้ายที่สุดแล้ว การนำเอาการเลือกข้างทางการเมืองเข้ามาก็เหมือนการวางยาพิษต่อคริสตจักร (ในที่นี้กล่าวถึงคริสตจักรสายโปรเทสแตนท์อีวานเจลิเคิล) ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างน่าเศร้า

 

ควรทำอย่างไร

มันง่ายที่จะบอกว่าศิษยาภิบาล “กล้าหาญ” ที่เลือกข้างความขัดแย้งทางสังคมหรือเปิดหน้าสนับสนุนพรรคการเมือง แต่น่าจะรอบคอบกว่าที่จะตั้งคำถามว่ามันคือความกล้าหาญจริงหรือ

มีนักวิชาการชื่อ Chris Bail จาก Duke University ได้ทำวิจัยแล้วพบว่าเพียงแค่ 6% ของความเห็นแบบสุดโต่งบนโซเชียลมีเดียสามารถจุดประเด็นให้มีการนำมาถกเถียงโต้ตอบกันถึง 73% ของความเห็นทั้งหมดบนโลกออนไลน์ (งานนี้ต้องขอบคุณอัลกอริทึ่มนะครับ) และเขายังชี้ให้เห็นด้วยว่าคนส่วนใหญ่มักจะอยู่กลางๆ ไม่ใช่หัวรุนแรง

มันจะเป็นอย่างไร ถ้าการขึ้นไปเทศน์เรื่องความขัดแย้งทางสังคมมันไม่ใช่ความกล้าหาญ?

มันจะเป็นอย่างไร หากการแสดงความกล้าในยุคนี้คือการที่เราทำตัวเป็นอีกกระแสหนึ่งที่แยกออกมาจากวัฒนธรรมกระแสหลักแทนที่จะทำตัวเป็นกระบอกเสียงของมัน?

ถ้าเราลองเลื่อนปฏิทินไปอีกสิบปีข้างหน้า คริสตจักรในอนาคตจะประกอบด้วยคริสเตียนที่พูดจาท่าทางดูเหมือนกับพระเยซูมากกว่าที่จะดูเหมือนนักการเมืองที่พวกเขาไปลงคะแนนให้

ผู้นำคริสตจักรจำนวนมากใกล้จะพบความจริงอันนี้แล้ว ทั้งคริสเตียนไร้สังกัดหรือคนรุ่นใหม่ พวกเขาไม่ได้มองโบสถ์เป็นที่มาหาอุดมการณ์หรือการเมือง แต่เป็นที่ที่พวกเขามาหาพระเยซู

ผู้นำคริสตจักรที่ชี้ทางให้พวกเขาพบพระเยซูจะเป็นผู้นำคริสตจักรที่เติบโตในยุคต่อไป

 

6. การนำ AI มาใช้จะกลายเป็นบรรทัดฐานของคริสตจักรที่กำลังเติบโต

พูดถึงข่าวเด่นที่สุดอันหนึ่งในปี 2023 ก็คือคนหันมาใช้ AI กันอย่างรวดเร็ว ผมขออธิบายเพิ่มดังนี้

ข้อมูลจากองค์กรที่ชื่อ Gloo เผยให้เห็นว่าเกือบทุกภาคส่วนอ้าแขนรับ AI กันอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ยกเว้นในคริสตจักรที่ผู้นำมองเรื่อง AI อย่างไม่ใส่ใจ แถมยังเทศน์ว่า AI สมควรถูกประณามอย่างไร มาถึงตอนนี้มีผู้นำคริสตจักรเพียง 19% ที่บอกว่าพวกเขาใช้ AI เป็นประจำทุกวันหรือทุกสัปดาห์

เรื่องนี้กำลังจะเปลี่ยน และเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

พอเริ่มปี 2024 บรรดาผู้ประกอบการขนาดเล็กขนาดกลางจำนวนมากกำลังเร่งพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้คริสตจักรใช้ประโยชน์จาก AI ได้เต็มที่ และแม้แต่แม้แต่บริษัทและแบรนด์ดั้งเดิมก็กำลังพัฒนาการผสมผสาน AI เข้ากับซอฟต์แวร์ที่ตัวเองขายอยู่

ปีนี้คริสตจักรที่กำลังเติบโตเกือบทุกแห่งจะหันมาใช้ AI เพื่อจะได้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น ซึ่งใช้ AI สร้างสารที่สื่อออกไปอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและซึ่ง AI ช่วยให้เราเข้าใจปัจจัยในการวัดผลได้ดีขึ้น และยังเข้ามาช่วยสร้างสรรค์แหล่งข้อมูลที่สนับสนุนคำเทศน์ เช่น คู่มือการเรียน ข้อความที่จะโพสต์บนโซเชียลมีเดีย และอื่นๆ อีกมากมาย ภายในสิ้นปีนี้เราอัศจรรย์ใจกับจำนวนเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นและคริสตจักรสามารถหยิบฉวยไปใช้เพื่อทำให้พันธกิจสำเร็จ

 

อะไรคือความเสี่ยง

การต่อต้าน AI จะค่อยๆ ลดลงอย่างมาก เพราะว่า AI กำลังถูกนำไปผสมผสานในซอฟต์แวร์รุ่นดั้งเดิมและบรรดาโซเชียลมีเดียเช่น เฟสบุค อินสตาแกรมเป็นต้น ซึ่ง AI จะกลายเป็นบรรทัดฐานในที่สุด

ถึงจะยังมีพลังต่อต้านหลงเหลืออยู่ แต่การนำ AI มาใช้จะกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้ผมจะบอกว่า AI จะมาแน่ แต่ AI นี้เองจะทำให้มนุษย์เริ่มคิดว่าเราจะอยู่รอดหรือไม่ เพราะเราไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเรากำลังสร้างอะไรหรือใช้อะไรอยู่ และจะมีผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจตามมามากมาย

 

พูดได้ว่า เรือ AI ลำใหญ่นี้ได้แล่นออกจากท่าไปแล้วเเละจะไม่หันหัวกลับเข้าท่าเรืออีก

 

ควรทำอย่างไร

ผู้นำคริสจักรที่ปราดเปรื่องจะใช้ AI อย่างมีจริยธรรมในงานขยายพันธกิจ พวกเขาจะศึกษา AI อย่างกระจ่างจนรู้ว่า AI มีผลกระทบในด้านใดบ้าง

ขณะที่คริสตจักรขนาดใหญ่จะมีทรัพยากรที่จะลงทุนจ้างเจ้าหน้าที่ประจำและผู้เชี่ยวชาญ ในการวางระบบ AI ในขณะที่ผู้นำคริสตจักรที่เล็กกว่าก็จะต้องหาทรัพยากรจากสองแหล่งมาช่วยคือ บรรดาผู้นำธุรกิจที่กำลังใช้ AI ในธุรกิจของตนและบรรดาผู้นำหนุ่มสาวรุ่นใหม่ สองกลุ่มนี้นี่เองที่มักจะเต็มใจสละเวลาอาสาช่วยผู้นำคริสตจักรขนาดเล็กให้เข้าใจวิธีใช้ AI ในงานขยายพันธกิจ

สิ่งสุดท้ายที่ผู้นำคริสตจักรทุกคนต้องตระหนักเกี่ยวกับประเด็น AI คือไม่ว่าท่านจะชอบ AI หรือไม่ก็ตาม  แต่ AI ก็กำลังเปลี่ยนแปลงชีวิตของทุกคนที่ท่านกำลังรับใช้หรือคาดหวังที่จะไปประกาศกับเขา

คนจำนวนหนึ่งจะตกงาน แต่ AI ส่งผลกระทบมากกว่าแค่ด้านอาชีพ เพราะว่าคนจำนวนมากมายที่กำลังติดสื่อลามกก็กำลังมีสัมพันธ์เสมือนจริงกับ AI sexbots (นี่ไม่ใช่แง่คิด เเต่มันเกิดขึ้นไปแล้ว)

และยังมีกลุ่มคนที่กำลังมองหาวิธีเพิ่มศักยภาพเหนือมนุษย์เพื่อการยืดอายุขัย ผู้คนกำลังสูญเสียความสัมพันธ์กับชุมชนในโลกแห่งความเป็นจริงและสูญเสียศรัทธาที่หยั่งรากในความจริงอันเที่ยงแท้ จากมุมมองฝ่ายวิญญาณ บรรดาสิ่งท้าทายในชีวิตทั้งหลายที่ได้กล่าวถึงมานั้นมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหลีกเลี่ยงในปี 2024 ผู้นำที่ปราดเปรื่องจะเข้าใจและจัดการกับปัญหาต่างๆที่ AI จะนำมาสู่วัฒนธรรมของเรา

ในที่สุดในยุคของ Deepfake (ปลอมใบหน้าสมจริง) การโกหก ต้มตุ๋นหลอกลวง สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเป็นของจริงและความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ลึกซึ้งนั้นหายากมากขึ้นกว่าทุกยุคสมัยที่ผ่านมา ข่าวดีก็คือถ้าพันธกิจของคุณเป็นตัวตนอันแท้จริงที่จับต้องได้และเผยแผ่สัจจธรรมแห่งความจริง คริสตจักรของคุณก็จะเป็นเอกลักษณ์อันลอกเลียนไม่ได้ที่จะแสดงต่อผู้คนในโลกใบนี้

ในปี 2024 ความเป็นคริสตจักรแห่งสัจจธรรมความจริงจะไม่ใช่คำพูดที่เกินพอดี หากแต่จะกลายเป็นอำนาจอันยิ่งใหญ่  ซึ่งศักยภาพในการสกัดเอาความจริงออกจากกระแสความบ้าคลั่ง AI นี้จะเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดมากกว่าที่เคยเป็นมา

 

7. ศิษยาภิบาลพันธุ์ใหม่ในคริสตจักรขนาด Megachurch ก็จะมีใหม่ๆมาอย่างต่อเนื่อง

เป็นเรื่องเศร้าที่เราได้เห็นศิษยาภิบาลใน Magachurch คนแล้วคนเล่าต้องลาออกเพราะเรื่องอื้อฉาว แต่ก็มีศิษยาภิบาลอีกจำนวนมากที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีและสละตำแหน่งอย่างเงียบๆหลังจากทำพันธกิจมาหลายสิบปี  แน่นอนว่าเรื่องดีๆ แบบนี้ก็ไม่มีใครมาทำข่าวทั้งๆ ที่มันมีอยู่จริง

เรื่องราวที่แทบไม่เป็นข่าวเลยก็คือเรื่องของผู้นำรุ่นใหม่ที่มาแทนรุ่นเก่าอายุ40ไปถึงน้อยกว่า ซึ่งบางคนก็เป็นผู้นำรุ่น Gen X ที่อายุสี่สิบต้นๆ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นมิลเลเนียล ที่น่าสนใจก็คือผมว่าคุณบอกชื่อผู้นำรุ่นใหม่มาสักห้าคนก็ไม่ได้ เหตุเพราะว่าผู้นำรุ่นใหม่เหล่านี้ใช้วิธีบริหารสไตล์ใหม่ที่แตกต่างจากรุ่นเก่าอย่างสิ้นเชิง ซึ่งสไตล์ใหม่ๆ เหล่านั้นคือ

ลดเรื่องการสั่งการแนวตั้ง การสั่งการจากเบื้องบนน้อยลง แต่เน้นมติร่วมจากคนทุกระดับในองค์กร

ลดความสนใจในการสร้างความโด่งดังของตัวเอง การใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียลง แต่ให้ความสนใจกับพันธกิจในท้องถิ่นมากขึ้น

ไม่มัวแต่คิดว่าจะต้องสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในสังคมวงกว้าง แต่สนใจมากขึ้นในการเป็นผู้นำที่ดีในบริบทของตัวเอง

ลดการมุ่งที่จะนำเอาอดีตกลับมา แต่มุ่งที่การสร้างอนาคตขึ้นใหม่มากกว่า

ไม่ตั้งธงอยู่กับขนาดของคริสตจักร แต่ตั้งธงไปที่สุขภาวะในคริสตจักรแต่กลายเป็นว่าเรื่องนี้กลับทำให้ผู้นำรุ่นใหม่จำนวนมากได้นำคริสตจักรที่มีขนาดใหญ่กว่าศิษยาภิบาลคนก่อนเสียอีก

ผมได้พบกับศิษยาภิบาลรุ่นใหม่ของคริสตจักรขนาดใหญ่ไปจนถึง Megachurch นับร้อยคนด้วยตัวเองและผมก็รักพวกเขา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็ถูกทดลองและพบอุปสรรคเหมือนที่ศิษยาภิบาลรุ่นก่อนหน้าเคยเจอ แต่ผมรู้สึกได้ว่าศิษยาภิบาลรุ่นใหม่เหล่านี้ได้เรียนรู้จากอดีตและพวกเขาคือตัวแทนอนาคตของคริสตจักร

 

อะไรคือความเสี่ยง

ผู้นำคริสตจักรรุ่นใหม่กำลังเติบโตงอกงามขึ้นอย่างเงียบๆ ต่อหน้าต่อตาเรา และช่างเป็นเรื่องที่สวยสดงดงามอย่างแท้จริง

สไตล์การนำใหม่ๆแบบนี้แหละที่มันโดนใจคนรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen Z  และมันได้สร้างโมเดลใหม่ว่า
ศิษยาภิบาลสำหรับอนาคตต้องเป็นแบบนี้สิ

 

ควรทำอย่างไร

ตามที่ผมได้กล่าวไปก่อนหน้านี้คือในปี 2024 ศิษยาภิบาลอาวุโสในอเมริกาส่วนใหญ่ก็จะมีอายุ 60 ปีกันแล้ว ในประเด็นนี้มันคือวิกฤตการรับช่วงคริสตจักรที่มันกำลังหนักขึ้น ถึงเวลาสำหรับท่านที่กำลังจะวางมือควรเลิกการมองหา “ตัวตายตัวแทน” แต่มาใช้เวลาเรียนรู้จากคริสตจักรอื่นๆที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านผู้นำว่าพวกเขาทำได้อย่างไร

ถ้าเราเดินไปสู่อนาคตด้วยการอ้าแขนรับผู้นำคริสตจักรที่แตกต่างจากเดิม โอกาสที่คริสตจักรจะแข็งแรงขึ้นและเข้าถึงผู้คนใหม่ๆ ก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย

มันช่างน่าชื่นชมยินดีที่ได้เห็นคนรุ่นใหม่ก้าวขึ้นมารับใช้ในคริสตจักร ผมหวังว่าปี 2024 การผลัดใบผู้นำใหม่ในคริสตจักรต่างๆจะยังคงดำเนินต่อไป

 

7 เทรนด์พลิกโฉมคริสตจักรปี 2024 (Carey Nieuwhof )| Christlike

 

จากบทความ 7 Church Trends That Will Disrupt 2024 by Carey Nieuwhof https://careynieuwhof.com/church-trends-2024/

แปลและเรียบเรียงโดย กิตติพงษ์  สุ่นประเสริฐ และ มัลลิกา  รัตนาพล

บรรณาธิการ พรเทพ เศรษฐทรัพย์ทวี

Graphic Design by : Rainnie Design

 
 
อ่านเพิ่มเติม :
📝 บทความ | https://bit.ly/Article_ChristLike
🎵 เพลง | https://bit.ly/Music_ChristLike
🎙️ Podcast | https://bit.ly/Podcast_ChristLike
📱ลิงก์ดาวน์โหลด | https://bit.ly/Download_ChristLike
🎥 วีดีโอ | https://bit.ly/VDO_ChristLike
📘 หนังสือ | https://bit.ly/Book_ChristLike
👍 เรื่องดีคำโดน | https://bit.ly/Sermon_ChristLike

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง