บทความ

Center-out Leadership: กรอบความคิดใหม่ของการเป็นผู้นำคริสตจักร

ในบทความก่อนหน้า เราได้พูดถึง 2 หลุมพรางของการเป็นผู้นำ คือการเป็นผู้นำแบบ Top-down ผู้นำแบบลำดับขั้น และ Bottom-up ผู้นำแนวระนาบ ทั้ง 2 แนวคิดนั้นเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของทางเลือกแค่ 2 ทาง  เป็นวิธีซึ่งมอง อำนาจว่าเป็นสิ่งที่ต้องใช้ หรือ ไม่ใช้เลยเท่านั้น และเป็นทรัพยากรที่มีตัวเลือกแค่สะสม หรือ กระจายให้ทั่วถึง

ในระนาบความคิดเช่นนี้ อำนาจคือความรุนแรงที่เราต้องจำกัดควบคุมมัน (ในการนำแบบ top-down ต้องตรวจสอบและถ่วงสมดุล) หรือจะกระจายให้อำนาจเข้มข้นน้อยลงอย่างสม่ำเสมอ (เพราะในการนำแบบ bottom-up ไม่มีใครที่เป็นผู้รับผิดชอบ)

ในการทลายออกจากกรอบความคิดเช่นนี้ เราจำเป็นต้องคิดนอกกรอบจากเพียง 2 ตัวเลือกนี้ หรือพูดอีกอย่าง เราไม่จำเป็นต้องพยายาม balance การนำแบบ top-down และ bottom-up

กลับกัน เราขอนำเสนอ “ทางเลือกที่สาม” เป็นกรอบความคิดแบบใหม่ (ซึ่งที่จริงแล้วเป็นกรอบความคิดเดิมของพระเยซู) ที่จะช่วยให้เรามองภาพใหม่ในการเป็นผู้นำในโลกปัจจุบัน  มากกว่าการนำแบบ top-down หรือ bottom-up เราขอเสนอสิ่งที่เรียกว่า Center-out leadership

ไม่ใช่ทั้ง Top-down หรือ Bottom-up

การทรงเรียกของพระเยซูต่อสาวก คือขั้นตอนเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างการนำแบบ center-out และ 2 วิธีการของโลก ใน มัทธิว 4:18-22 เราพบว่า:

“ขณะที่พระองค์ทรงดำเนินอยู่ตามชายทะเลกาลิลี ก็ทอดพระเนตรเห็นพี่น้องชาวประมงสองคน คือซีโมนที่เรียกว่าเปโตร กับอันดรูว์น้องชายของเขา กำลังทอดแหอยู่ในทะเลสาบ พระองค์ตรัสกับเขาทั้งสองว่า “จงตามเรามา และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา” เขาจึงละทิ้งแหตามพระองค์ไปทันที เมื่อพระองค์เสด็จต่อไป ก็ทรงเห็นพี่น้องอีกสองคน ชื่อยากอบ บุตรเศเบดี กับยอห์นน้องชายของเขากำลังชุนอวนอยู่ในเรือกับเศเบดีผู้เป็นบิดา พระองค์ก็ทรงเรียกพวกเขา พวกเขาจึงละทิ้งเรือและลาบิดาของพวกเขาตามพระองค์ไปทันที”

ผู้นำแบบ top-down อาจกล่าวว่า “จงตามเรามาและเจ้าจะช่วยเราสร้างอาณาจักรการค้าปลาที่ยิ่งใหญ่” หรือ “จงตามเรามาและเราสัญญาว่าเจ้าจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากความสำเร็จของเรา”

ในขณะที่ ผู้นำแบบ bottom-up อาจกล่าวว่า “จงตามเรามาและพวกเราจะสามารถทำอะไรก็ได้ที่คุณอยากทำ หรือจะให้เราตามเจ้าก็ได้นะ หรือเราจะไปด้วยกันแบบเป็นเพื่อนก็ได้ (หรือจะไม่ไปก็ได้นะ)” หรือ “จะตามหรือไม่ตามนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก สิ่งที่สำคัญคือการที่ไม่มีใครมีอำนาจมากกว่าใคร”

พระเยซูแสดงให้เห็นการเป็นผู้นำที่แตกต่างออกไป พระองค์ทรงเรียกผู้คนให้ติดตามพระองค์และทรงสัญญาว่าจะลงทุนและเสริมสร้างพวกเขา “จงตามเรามา และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา”

ลองมาสำรวจว่าพระเยซูอธิบายการเป็นผู้นำแบบ Center-out อย่างไร ผ่านการเชื้อเชิญอันแสนเรียบง่าย

จงตามเรามา…

พระเยซูทรงเป็นใหญ่ในการนำของพระองค์ พระองค์ไม่ได้รู้สึกผิดเกี่ยวกับการมีอำนาจ แต่ทรงรับรู้ว่าอำนาจนั้นเป็นสิทธิพิเศษและความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ และสิ่งที่ผู้คนรู้สึกอัศจรรย์ใจก็คือ พระองค์ทำพระราชกิจและสั่งสอนด้วยอำนาจนั้น (มาระโก 1:22, ลูกา 4:32, มัทธิว 7:29)

พระเยซูไม่ได้เหนียมอายในสิทธิอำนาจที่พระองค์มี แต่ก็สังเกตเห็นได้ด้วยว่าพระองค์ไม่ได้พยายามจะปกป้อง รวบรวม หรือหวงแหนสิทธิอำนาจเช่นกัน พระองค์ไม่ได้กระตุ้นเร้าสิทธิอำนาจด้วยการตะโกนเสียงดัง วางท่าทางใหญ่โต  ไม่ได้ทรงแสดงออกว่ากังวลใจไม่ว่าจะมีคนเชื่อวางใจในพระองค์หรือไม่ (ยอห์น 2:23-25) และทรงหล่อหลอมความเป็นผู้นำของพระองค์โดยปราศจากความต้องการแข่งขัน ความรู้สึกขาดแคลน หรือรู้สึกไม่มั่นคง

  • ผู้นำแบบ top-down มักจะรวบรวมอำนาจของพวกเขา
  • ผู้นำแบบ bottom-up มักจะละทิ้งอำนาจของพวกเขา
  • แต่ผู้นำแบบ center-out (แบบพระเยซู) จะลงทุนอำนาจของพวกเขา

พระเยซูเรียกให้ผู้คนเข้ามาอยู่กับพระองค์ (“จงตามเรามา”) เพื่อสามารถมอบสิทธิอำนาจที่ทรงมีให้แก่คนมากมายที่ยอมรับพระองค์ (ลูกา 9, 10; มัทธิว 28:18; ยอห์น 15:15)

ในสังคมบริโภคนิยม เป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิทธิอำนาจแห่งการลงทุน  เพราะผู้นำคริสตจักรส่วนใหญ่ถูกคาดหวังว่าจะต้องจัดเตรียมให้ผู้คนที่ติดตามพวกเขา  จนการจัดเตรียมเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติ เช่น สินค้าคริสเตียนและการบริการจากคริสตจักร เพื่อให้ผู้คนได้ใช้สอย

และเพื่อจะให้บริการและสินค้าคริสเตียนเหล่านี้แก่ “ลูกค้า” อย่างมีประสิทธิภาพ  ผู้นำต้องมีการรวบรวมอำนาจ และเพราะว่าอำนาจนั้นเป็นทรัพยากรที่จำกัด การรวบรวมอำนาจจึงเป็นการเพิ่มคุณค่าและความมั่นคงให้แก่ผู้นำ

แต่นั่นเป็นวิธีการที่กษัตริย์ของคนต่างชาติใช้…  และพระเยซูกล่าวว่า “แต่พวกท่านจะไม่เป็นอย่างนั้น”

เราจึงต้องเรียนรู้การเป็นผู้นำแบบ Center-out จากพระเยซูด้วยการลงทุนกับอำนาจ แทนที่จะรวบรวมหรือสละอำนาจทิ้งไป

การเป็นผู้นำแบบ Center-out ไม่ใช่การให้ปลาแก่คนที่กำลังหิว หรือสอนให้คนที่กำลังหิวตกปลาได้  แต่เป็นการสอนให้คนที่หิวสามารถสอนคนอื่นๆ ที่หิวให้ตกปลาต่อได้!

เราลงทุนกับสิทธิอำนาจของเราในการทวีคูณผู้นำมากมายและแก่ผู้คนที่ยอมรับสิทธิอำนาจของพระคริสต์ (มัทธิว 25:14-30)  การเป็นผู้นำแบบ Center-out เป็นการยืนอยู่ที่จุดศูนย์กลาง เชิญชวนผู้คนให้เข้ามาอยู่กับเรา เพื่อเราจะสามารถลงทุนกับพวกเขา เพื่อให้พวกเขาสามารถเชิญชวนผู้อื่นเข้าสู่ศูนย์กลางเพื่อลงทุนต่อได้

การเป็นผู้นำเช่นนี้คือ การโฟกัสกับการสร้างผู้นำหลายๆ คน (ไม่ใช่แค่หนึ่ง) ผู้ซึ่งจะออกไปนำผู้นำอีกมากมายเข้ามา  เป็นการล้มล้างวัฒนธรรมการบริโภคเดิมของเรา ด้วยการบอกว่า เรื่องฝ่ายวิญญาณนั้นไม่ใช่แค่สินค้าเพื่อการบริโภค แต่เป็นชีวิตที่เรามีส่วนร่วมและสามารถส่งต่อมันสู่รุ่นถัดไปได้

และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา…

การเป็นผู้นำแบบ Center-out นั้นไม่ได้เกี่ยวกับการมุ่งเน้นผลลัพธ์ แต่เป็นการสร้างคน พัฒนาผู้คน ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้สำเร็จตามแผนงาน (agenda)

อาจดูเหมือนว่าพระเยซูไม่ได้ใส่ใจกับ agenda หรือผลลัพธ์ที่คนอื่นคิดว่าควรเป็นเรื่องที่พระองค์ให้ความสำคัญ (ยอห์น 6:14-15; 7:1-10). พระองค์ไม่ได้ทรงไล่ตามหาคนที่เก่งหรือเป็นเลิศ และบ่อยครั้งที่พระองค์เลือกใช้เวลากับสาวกกลุ่มเล็กๆ เมื่อพระองค์ตระหนักว่ามี agenda บางอย่างที่สำคัญและกำลังจะเกิดขึ้นกับพระองค์ในไม่ช้า (ยอห์น 6:60-66; ลูกา 9:57-62) หรือเมื่อทรงรู้ว่าผู้คนจะไม่เข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทำ พระองค์ก็ไม่ได้ใส่ใจเสียงผู้คนเหล่านั้นที่ไม่ได้ช่วยอะไร (มาระโก 5:37-43)

พระเยซูปรารถนาที่จะนำ ไม่ใช่ทำให้ผู้คนประทับใจ  พระองค์สนใจจะเสริมสร้างผู้คน ไม่ใช่ควบคุมพวกเขา

บ่อยครั้งที่การเป็นผู้นำแบบ top-down ถูกลดระดับลงเป็น “การส่งอิทธิพล” เป็นการใช้ไม้อ่อนเพื่อให้ผู้คนทำตามสิ่งที่ผู้นำอยากให้พวกเขาทำ  นี่คือสิ่งล่อลวงของการนำในแบบวัฒนธรรมเซเลบ (celebrity culture)  ผู้คนมักอยากให้เราเป็นเหมือนดารา เป็นคนที่มีชีวิตเป็นตัวอย่าง มีชื่อเสียงและเป็นหน้าเป็นตาให้องค์กร

มีหลายคนที่อยากให้เราบอกกับเขาว่าต้องทำอะไร ให้คำแนะนำและคำตอบแก่พวกเขา แก้ไขและจัดการปัญหาของพวกเขา  ดังนั้นอีโก้ของเราในฐานะผู้นำจึงพอใจกับเรื่องแบบนี้  อันที่จริงแล้ว หลายต่อหลายคนปรารถนาที่จะเป็นผู้นำก็ด้วยเหตุผลนี้

ผู้นำเซเลบมักสร้างปัญหาคอขวดในองค์กร  ทุกไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นผู้นำนั้นต้องถูกกรองผ่านคนคนเดียว  เพราะพวกเขาไม่เคยลงทุนในการเสริมสร้างผู้คน  และคนจำนวนมากก็เต็มใจมอบความภักดีและการผูกพันตัวแก่ผู้นำของเขาเช่นกัน  การนำเช่นนี้จะทำให้ผู้คนคอยแต่จะพึ่งพาและก่อให้เกิดการแบ่งแยกกลุ่ม ไม่ใช่การสร้างสาวกและผู้นำ

หากคุณจำต้องเป็นผู้นำเพียงเพื่อค่านิยมและคุณค่าของตัวเองแล้ว คุณอาจไม่ใช่คนที่พระเจ้าทรงวางใจให้นำคนอื่นก็เป็นได้ (กิจการ 8:9-24)

การเป็นผู้นำแบบ Center-out จะไม่นำด้วยการควบคุมหรือทำให้เกิดคอขวด แต่ด้วยการเสริมสร้างและการสังเกตเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่อยู่ภายใต้

พระเยซูทรงสร้างคน ทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ในการเสริมสร้างผู้คน ทรงมอบสิทธิอำนาจไว้กับพวกเขา และอยู่กับพวกเขา เพื่อวันหนึ่งพวกเขาจะสามารถกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พระองค์เคยทำ (ยอห์น 14:12-14)

การเป็นผู้นำแบบ Center-out จะมุ่งในการขยาย “แวดวง” ให้ไกลออกไปมากที่สุดเท่าที่ทำได้  นี่เป็นการล้มล้างวัฒนธรรมแบบผู้นำเซเลบที่ยกย่องแค่บุคลิกภาพลักษณ์ให้เทิดทูนเท่านั้น  เราแสวงหาการเสริมสร้างผู้คนเพื่อให้มีเสรีภาพและสิทธิอำนาจที่แท้จริงในอาณาจักรพระเจ้า ไม่ใช่การควบคุมพวกเขา

แล้วเหตุใดเราถึงไม่เห็นการเป็นผู้นำแบบ center-out เกิดขึ้น?

หลักๆ การเป็นผู้นำแบบ center-out เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์  มันเป็นเรื่องการพัฒนาและฝึกฝนให้ผู้คนสามารถพัฒนาและฝึกฝนผู้อื่นต่อไปได้

นี่เป็นสิ่งที่พระเยซูสอนและทำให้ดูเป็นตัวอย่าง และคริสตจักรสมัยแรกได้ทำต่อไปเมื่อพระเยซูส่งพระวิญญาณลงมา  นี่คือการเป็นผู้นำที่ “พวกท่านจะไม่เป็นอย่างนั้น” ซึ่งพระเยซูเตือนเหล่าสาวกไว้ (ลูกา 22:24-30)

แล้วเหตุใดเราจึงไม่ค่อยพบเห็นการเป็นผู้นำเช่นนี้?  ผมนึกได้ 2 เหตุผล คือ

1. การเป็นผู้นำแบบ center-out เป็นวิธีที่ช้า

พระเยซูใช้เวลากว่า 3 ปีในการสร้างให้คน 12 คนเป็น “ผู้หาคนดั่งหาปลา” แม้กระนั้น พวกเขาก็ยังเป็นมือใหม่ มีบางคนที่พลาดอย่างร้ายแรง (ยูดาส) บางคนหลุดออกจากเส้นทางและกว่าจะรู้ตัวก็เกือบสายไป (เปโตร) และบางคนที่ยังคงทำในสิ่งที่เป็นงานใต้ดินแม้จะดูสำคัญ (บาโธโลมิว, แมททิอัส, ซีโมนพรรคชาตินิยม)

เราล้วนมักไม่อดทนกับความล้มเหลวและพ่ายแพ้  การเป็นผู้นำแบบ Center-out นั้นไม่ใช่วิธีที่รวดเร็วหรือมีประสิทธิภาพเช่นนั้น เราจำเป็นต้องมีเมล็ดพันธุ์แห่งความอดทนรอคอยในการทำงานนี้

2. การเป็นผู้นำแบบ center-out นั้นเป็นวิธีที่ยาก

ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการสิทธิอำนาจ พวกเขาแค่ต้องการความสะดวกสบาย ต้องการแค่ความมั่นคง หรืออาจเป็นอะไรก็ได้ที่จ่ายราคาน้อยกว่าการรับเอากางเขนแบกตามพระเยซู  เราเลือกจะเป็นแค่ผู้บริโภค หรือเป็นแค่ FC ของเหล่าเซเลบ แทนที่จะมุ่งสู่จุดศูนย์กลางและรับเอาสิทธิอำนาจมาเป็นของเราเอง

เป็นเรื่องยากสำหรับผู้นำในปัจจุบันเช่นกัน  ในขณะที่การนำเหมือนอย่างคนต่างชาตินั้นเติมเชื้อไฟให้กับอีโก้ของเรา (top-down) หรือยอมให้เราหลีกเลี่ยงการมีส่วนในความรับผิดชอบ (bottom-up)  แต่การเป็นผู้นำแบบ Center-out นั้นเป็นการที่เรายอมตายต่ออีโก้ของเรา และขณะเดียวกันก็แบกรับความรับผิดชอบที่เหมาะสม

การเป็นผู้นำแบบ Center-out นั้นเป็นหนทางในการนำคนที่ช้าและยาก แต่เป็นนั่นคือหนทางของพระเยซู

คำถามเพื่อใคร่ครวญ

  • มีเรื่องใดที่พระเจ้าได้ให้ความเข้าใจแก่คุณอย่างชัดเจนเกี่ยวกับวิธีการนำคนหรือคริสตจักรของคุณหรือไม่?
  • มีสถานการณ์หรือความสัมพันธ์ใดในชีวิตคุณที่สามารถฝึกฝนการเป็นผู้นำแบบ Center-out หรือไม่? อย่างไร?
  • ลองบอกอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตที่ทำให้คุณไม่สามารถนำแบบพระเยซูได้ อาจเป็นนิมิตเป้าหมาย (หน้าตาเป็นอย่างไร?) หรือความกล้า (ไม่แน่ใจว่าต้องแลกกับอะไรบ้าง) หรือโอกาส (ไม่มีใครให้นำ!) หรืออาจเป็นสิ่งอื่น  ลองใช้เวลาอธิษฐานมอบอุปสรรคเหล่านั้นต่อพระคริสต์ ขอให้พระองค์ทรงเปิดเผยว่าคุณจะจัดการมันได้อย่างไร?

 

บทความ:  Center-Out Leadership: A New Framework For the Church, Matt Tebbe
แปล:  Yuta
ภาพ:  Alexander Andrews on Unsplash
ออกแบบ:  Nan Tharinee

 

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง