บทความ

คำสอนเทียมเท็จ และ คำสอนนอกรีต ในยุค 2020

หลายคนคงจะรำคาญใจกับคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังโทรศัพท์ไปหา หรือไม่ก็ส่งคนไปหา ไปชักชวนให้เข้าร่วมการอบรมที่พวกเขาจัดขึ้น พร้อมกันนั้นก็พูดถึงคริสตจักรอื่นๆ ในเชิงตำหนิ และบอกว่าคริสตจักรตัวเองเท่านั้นที่สอนถูกต้อง… อะไรทำนองนี้

ในบทความนี้ผมจึงอยากพูดถึงคำสอนของกล่มนี้โดยสรุป เพื่อคริสตจักรจะได้รู้เท่าทันเล่ห์กลของมาร


เทียมเท็จและนอกรีต

ปัญหาหนึ่งที่รบกวนคริสตจักรมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ก็คือ “คำสอนเทียมเท็จ” และ “คำสอนนอกรีต” คำสอนทั้งสองอย่างอาจมีลักษณะต่างกันแต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ มันถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อล่อลวงผู้เชื่อให้หลงไปจากความจริงของพระเจ้า

คำสอนเทียมเท็จ อาจจะดูง่ายกว่าเพราะลักษณะเด่นของมันคือ การปฏิเสธพระคริสต์ และตั้งตัวเองขึ้นมาเป็นพระคริสต์แทน พวกลัทธิเทียมเท็จเหล่านี้ที่เรารู้จักกันดีคือ มอร์มอน พยานพระยะโฮวาห์ ชิลเดรนออฟก๊อด มูนนิซึม เป็นต้น ล่าสุดมีกลุ่มที่อ้างว่าพระเยซูได้เสด็จกลับมาแล้ว โดยเกิดเป็นผู้หญิง เป็นต้น

แต่ พวกสอนนอกรีต จะดูยากกว่า เพราะพวกนี้ไม่ได้ปฏิเสธพระคริสต์และพระคัมภีร์ มิหนำซ้ำยังทำสิ่งต่างๆ อย่างที่คริสตจักรทั่วไปกำลังทำอยู่ เช่น การอบรมสัมนาพระคัมภีร์ ประกาศข่าวประเสริฐ ทำพันธกิจในรูปแบบต่างๆ แต่พวกเขาจะทำอย่างยิ่งใหญ่และน่าเชื่อถือ ด้วยความแนบเนียนดังกล่าว ทำให้ยากต่อการสังเกตเห็น และบางทีคริสตจักรและพี่น้องคริสเตียนก็เข้าไปเกี่ยวข้องโดยไม่รู้ตัว

คำสอนนอกรีตกลุ่มหนึ่งที่กำลังรบกวนคริสตจักรอยู่ในขณะนี้ มาในรูปแบบของการอบรมสัมนาพระคัมภีร์ การอบรมสัมนาผู้นำ งานเยาวชนสัมพันธ์ การสอนภาษา การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เป็นต้น ซึ่งถ้าดูผิวเผินก็ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย แต่พวกเขาจะแฝงคำสอนเทียมเท็จไว้อย่างแนบเนียน ซึ่งถ้าไม่สังเกตดีๆ จะดูไม่ออกเลย และจะคล้อยตามไปง่ายๆ

สรุปคำสอนเทียมเท็จและนอกรีตของกลุ่มที่ว่านี้

1. เราได้รับการไถ่บาปอย่างสมบูรณ์แล้วที่กางเขน โดยอ้างฮีบรู 10:14; โรม 3:24; 6:7; 1 เปโตร 2:24; ยอห์น 19:30 ดังนั้นเราจึงเป็นคนบริสุทธิ์และชอบธรรมจำเพาะพระเจ้าตลอดเวลา เมื่อเรากลับใจและเชื่อวางใจในพระเจ้า พระองค์ได้รับเรามาเป็นบุตรของพระองค์แล้ว เราไม่ต้องทำอะไรเพิ่มอีก (โรม 5:1; เอเฟซัส 1:3-7; โคโลสี 2:10) และไม่มีทางที่เราจะหลงไปจากพระองค์ได้ (ยอห์น 10:28; โรม 8:39)

ฟังดูก็ไม่น่าจะมีอะไรผิด แต่เมื่อนำคำสอนนี้ไปรวมกับคำสอนที่ว่า “การสารภาพบาป” ไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะเราได้รับการไถ่บาปอย่างสมบูรณ์แล้ว ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เราจึงไม่มีมลทินใดๆ ทั้งสิ้น การที่คริสเตียนสารภาพบาปก็เท่ากับว่าไม่เชื่อในเรื่องการไถ่บาปและดูหมิ่นพระโลหิตของพระเยซู ดังนั้นทั้งอ๊อก ซู พาร์ค และผู้นำของเขาจึงสอนว่าคริสเตียนไม่ต้องสารภาพบาป

2. ในหนังสือเล่มสำคัญของกลุ่มนี้ (ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อในที่นี้ ถ้าอยากรู้สอบถามส่วนตัวได้ครับ) สอนว่าการกระทำความผิดไม่ใช่ความบาป เพราะเราไม่มีบาปอีกแล้วเนื่องจากพระเยซูทรงไถ่บาปอย่างสมบูรณ์แล้ว การกระทำความผิดเป็นเรื่องอาชญากรรม

นี่เป็นการสอนเท็จอย่างจงใจ เพราะพระคัมภีร์ไม่เคยแยกระหว่าง “ความบาป” กับ “อาชญากรรม” ยกตัวอย่างดาวิด เมื่อพระองค์ทรงวางแผนให้อุรีอาห์ถูกฆ่า พระองค์ตรัสว่า “เราได้ทำบาปต่อพระเจ้าแล้ว” ดาวิดไม่ได้บอกว่าเราได้กระทำการที่เป็นอาชญากรรม

3. การบิดเบือนคำสอนของพระคัมภีร์ โดยเฉพาะในเรื่องความบาป ยกตัวอย่างเช่น ในตำราหลักของพวกเขาเขียนไว้ว่า สิ่งที่พระเยซูตรัสกับผู้หญิงที่ถูกจับได้ในฐานะล่วงประเวณีในยอห์นบทที่ 8 นั้น พระเยซูตรัสว่า “เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน” หมายความว่าพระองค์ไม่พิพากษาหญิงคนนี้ เพราะเธอไม่มีบาป นี่เป็นการบิดเบือนพระคัมภีร์ให้เป็นไปตามความคิดของเขา

อีกตัวอย่างของการบิดเบือนพระคัมภีร์ (การสอนทางออนไลน์เมื่อไม่นานมานี้) โมเสสขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าบนเขาซีนาย 40 วัน 40 คืน ขณะที่คนอิสราเอลทำรูปเคารพและนมัสการวัวทองคำอยู่เชิงเขาซีนาย ในเวลานั้นยังไม่ถือว่าพวกอิสราเอลทำบาป (เพราะไม่มีพระบัญญัติย่อมไม่มีบาป) กระทั่งโมเสสนำพระบัญญัติสิบประการลงมา จึงถือว่าพวกอิสราเอลทำบาป ทำให้พระเจ้าต้องพิพากษาลงโทษคนตายไป 3000 คน เพราะไม่มีแท่นบูชาลบล้างบาป ดังนั้น หลังจากเห็นคนตายไปมากมาย โมเสสจึงรวบรวมเงินทองจากอิสราเอลสร้างเป็นพลับพลาขึ้นมา เพื่อไม่ให้อิสราเอลต้องตายอีกต่อไป ใครทำบาปก็รีบถวายสัตวบูชาทันที ไม่ต้องตาย

4. ธรรมิกชนคือคนที่ปราศจากบาป คนที่ยังมีมลทินและมีบาปจะเป็นธรรมิกชนของพระเจ้าไม่ได้ ดังนั้นเราต้องปราศจากบาป แม้จะไม่พูดตรง ๆ แต่ก็มีความหมายว่าการทำตามคำสอนของพวกเขาเท่านั้นเราจึงจะปราศจากมลทิน สิ่งที่คริสตจักรอื่น ๆ สอนอยู่นั้นไม่ขจัดมลทินได้

5. การสารภาพบาปไม่เกี่ยวกับการทำบาป เพราะการกระทำ (แม้ว่าจะเป็นความผิด) ก็ไม่ทำให้เราเป็นมลทินได้ เพราะพระเยซูทรงชำระอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว การสารภาพบาป (ตามคำที่คริสเตียนใช้) เป็นเพียงการยอมรับการกระทำที่ไม่ถูกต้องเท่านั้น คำสอนใน 1 ยอห์น 1:9 ไม่ใช่การสารภาพความผิดบาป แต่เป็นการพูดถึงลักษณะของบาป ยกตัวอย่างเช่น หลังจากที่ดาวิดถูกแจ้งในเรื่องที่พระองค์กระทำต่อนางบัทเชบา ดาวิดไม่ได้สารภาพบาปใด ๆ แต่ดาวิดได้พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเท่านั้น และบอกว่าตนเป็นคนบาปและมีโอกาสที่จะตกลงไปในบาปเสมอ

6. ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองยังมีบาปอยู่ แสดงว่าเราไม่ได้เชื่อและวางใจว่าพระเยซูได้ทรงขำระบาปให้เราอย่างสมบูรณ์แล้ว เพราะคนที่ได้รับการชำระบาปอย่างสมบูรณ์แล้วจะเป็นอิสระจากบาป จะไม่คิด จะไม่รู้สึกถึงบาปอีกเลย

7. เขาสอนว่าการอธิษฐานขอการยกโทษจากพระเจ้าไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะเราได้รับการไถ่และการชำระอย่างสิ้นเชิงแล้วจากพระเยซู คนที่ยังอธิษฐานขอการยกโทษ หรือสารภาพบาป คือคนที่ยังไม่ได้รับความรอด

กลุ่มนี้สอนว่าการสารภาพที่แท้จริง ไม่ใช่การพูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า ลูกได้โกหก ลักขโมย ทำแท้ง ล่วงประเวณี ฯลฯ โปรดอภัยบาปให้ลูกด้วย” แต่การสารภาพแบบอย่างแท้จริงต้องพูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า ลูกคือเมล็ดพันธ์แห่งบาป ดังนั้นความคิดชั่วร้ายจึงเกิดขึ้นภายในข้าพระองค์อย่างไม่สิ้นสุด”

8. การยกย่องผู้นำ และถือว่าคำพูดหรือคำสอนของผู้นำมีสิทธิอำนาจพอ ๆ กับพระคัมภีร์ เพื่อจะเป็นคนบริสุทธิ์ ปราศจากมลทิน ทุกคนต้องเรียนคำสอนของผู้นำ และเชื่อฟัง

9. ปฏิเสธกระบวนที่สองของความรอด คือ การชำระชีวิตให้บริสุทธิ์ เขาสอนว่าการได้รับความรอด (Justification) และการชำระชีวิตให้บริสุทธิ์ (Sanctification) เป็นเรื่องเดียวกัน เราเป็นคนที่ปราศจากมลทินตั้งแต่วินาทีแรกที่รับเชื่อ ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มอีก การสารภาพบาปไม่ใช่เรื่องจำเป็น เราเป็นคนชอบธรรม พระเยซูชำระให้สะอาดหมดแล้ว เพราะพระบัญญัติถูกยกเลิกไปหมดแล้วจึงไม่มีการนับบาป การจดจำบาปอีกต่อไป แม้จะทำผิดก็ถือว่าเป็นเรื่องอาญา แต่ไม่ใช่ความบาป เพราะไม่มีพระบัญญัติชี้ว่าเป็นบาปอีกต่อไป

ในการสอนทางออนไลน์เมื่อไม่นานมานี้ เขาย้ำหลายครั้งว่า “ผมทำผิด ผมโกหกบ่อย แต่ผมไม่ใช่คนบาปเพราะพระเยซูได้รับบาปแทนหมดแล้ว” นี่คือลัทธินอสติกกลายพันธุ์ เพราะได้แยกร่างกายออกจากวิญญาณเหมือนคำสอนของพวกนอสติกในศตวรรษที่ 1

10. ควบคุมและล้างสมองสมาชิก พวกเขาทำผ่านการอบรมในหัวข้อ “การฝึกความคิด และ “โลกของจิตใจ” และหนังสืออื่น ๆ ที่ผู้นำลัทธิเขียนขึ้นมา ภายใต้การควบคุมและการล้างสมอง พวกเขาจะกำหนดว่าสมาชิกควรจะอาศัยอยู่ที่ไหน เรียนสาขาอะไร ทำงานอะไร แต่งงานกับใคร ซื้อรถยี่ห้อไหน ใช้ชีวิตอย่างไร เป็นต้น ถ้าไม่เชื่อฟัง พวกเขาก็จะมีกระบวนการกดดันจนทำให้รู้สึกผิดอย่างมาก

11. ผสมธุรกิจเข้ากับพันธกิจ และปฏิเสธคำสอนและแนวทางปฏิบัติของคริสตจักรที่มีอยู่ พวกเขาจะกระตุ้นและปลุกเร้าให้ถวายทรัพย์อย่างบ้าคลั่ง และพวกเขาจะนำเงินหรือทรัพย์สินไปใช้ในเชิงธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร โดยบอกกับสมาชิกว่านั่นคือคือการรับใช้พระเจ้า

** คำสอนสองประการหลังนี้ไม่ใช่แค่พวกที่ผมกำลังพูดถึงเท่านั้นที่สอน คริสตจักรที่สอนเรื่องข่าวประเสริฐแห่งความรุ่งเรืองก็สอนแบบนี้เช่นกัน

สรุป

กลุ่มเทียมเท็จและนอกรึตไม่ได้มีแค่ที่กล่าวมาเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มสอนเทียมเท็จและนอกรีตอีกมากที่จะเข้ามารบกวนคริสตจักรไทย สิ่งที่ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรต้องทำ คือ เฝ้าระวังฝูงแกะของตนเอง คอยให้ข้อมูลกับสมาชิกของตนเองเสมอๆ ว่า คนพวกนี้สอนผิดอย่างไร อย่ากลัวว่าการให้ความรู้เรื่องคำสอนเทียมเท็จและบิดเบือนจะเป็นการ “หมิ่นประมาท” หรือการโจมตีคนอื่น เพราะเราไม่ได้กำลังพูดถึงตัวบุคคล แต่กำลังพูดถึง “คำสอน” ที่ไม่ตรงตามพระคัมภีร์

นี่คือคำเตือนที่เปาโลบอกกับทิโมธี “พระวิญญาณได้ตรัสไว้อย่างชัดแจ้งว่า ต่อไปภายหน้าจะมีบางคนละทิ้งความเชื่อ โดยหันไปเชื่อฟังวิญญาณที่ล่อลวงและฟังคำสอนของพวกผีปีศาจ ซึ่งมาจากการหน้าซื่อใจคตของคนที่โกหก คือคนที่จิตสำนึกเป็นทาสของมาร … ถ้าท่านจะให้คำแนะนำเหล่านี้แก่พวกพี่น้อง ท่านจะเป็นผู้รับใช้ที่ดีของพระเยซูคริสต์ เจริญด้วยคำสอนแห่งความเชื่อและด้วยหลักธรรมอันดีทีี่ท่านได้ประพฤติตามนั้น” – 1 ทิโมธี 4:1-2, 6 –

และสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ การสอนพระคัมภีร์และหนุนใจให้สมกชิกเรียนรู้พระคัมภีร์ เพราะนี่คือเครื่องป้องกันที่ดีที่สุด

 

บทความ:  ศจ. ดร. สมใจ รักษาศรี
ภาพ:  Rustam Ziabirov on unsplash
ออกแบบ:  Sinn

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง