บทความ

อีสเตอร์ (Easter) พระเยซูฟื้นมาเพื่อ?

เมื่อหลายปีก่อน Dan Brown สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองไปทั่วโลกด้วยนิยายเรื่อง Davinci’s Code
แต่ไฮไลท์จริงๆ ที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ดังคือ ความเชื่อเรื่องพระเยซูที่ขัดแย้งกับความเชื่อคริสเตียนทั่วไปต่างหาก
แม้ผมจะเป็นคริสเตียน แต่เล่มนี้ก็ซื้อมาอ่านนะ สนุกสมคำร่ำลือ แม้ส่วนตัวจะคิดว่า Angels and Demons และ Deception point สนุกกว่าก็ตาม

หนังสือเล่มนี้สร้างความฮือฮา เพราะมันตีแสกความเชื่อคริสเตียนที่ว่า พระเยซูตายบนไม้กางเขนและฟื้นพระชนม์ เอาเป็นว่าจะไม่สปอยล์ละเอียดล่ะกัน แต่คนที่เคยอ่านหรือดูหนังแล้วคงรู้ว่าหนังสือนำเสนอทฤษฎีอะไร

ทฤษฎีแบบนี้ เราเรียกกันว่า Conspiracy theory หรือภาษาไทยแปลว่า “ทฤษฎีสมคบคิด” ซึ่งมีเยอะครับ เช่น เอลวิสยังไม่ตาย , ใครฆ่าจอห์น เอฟ เคนเนดี้ , นาซ่าส่งคนไปดวงจันทร์จริงมั้ย , Area 51 หรือเอาฮาเลยก็ที่มีคนบอกว่า ไมเคิล แจ็คสันเป็นเอเลี่ยน

Davinci’s code มาแนวนี้ครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ Dan Brown เก่ง เขาชอบเล่าเรื่องสเกลใหญ่ รีเสิร์จเยอะ ผูกปมเก่ง และเชื่อมความสัมพันธ์ของเรื่องได้ยอดเยี่ยม

แต่ในฐานะคนชอบอ่านและดันเป็นคริสเตียนด้วย ถ้าให้วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ ครึ่งแรกนั้นดูหนักแน่นและน่าเชื่อถือ เมื่อใช้เรื่องสัญลักษณ์และประวัติศาสตร์มาอธิบายความเกี่ยวโยงต่างๆ ผมอ่านไปก็ทึ่งไป ประกอบกับ Dan Brown มักเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วนและเดินหน้าไปรวดเร็ว ต่อเนื่อง ซึ่งบางทีเรื่องราวเกิดขึ้นแค่วันสองวันเท่านั้นในนิยาย มันเลยสนุกครับ

แต่พอหนังสือพาเราเข้าสู่ plot twist ที่มีความเชื่อของพระเยซูมาเกี่ยวข้อง จะพบว่า Dan Brown ทิ้งแนวทางการเล่าเรื่องช่วงต้น จากที่อ้างอิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่จริงและเชื่อมโยงกับทฤษฎีมา กลายเป็นหลังจากเข้าสู่เนื้อหาเรื่องพระเยซู Dan Brown พูดแต่ทฤษฎีครับ ไม่เชื่อผม ไปหาอ่านดูอีกรอบแล้ววิเคราะห์ได้ครับ

สำหรับผมเลยรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ ก็คือ “นิยาย” นั่นแหละครับ ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น คือการเล่าเรื่องจากจินตนาการบนพื้นฐานของข้อมูลบางอย่างเท่านั้นเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ (ซึ่งหนักไปทางครึ่งเรื่องแรก)

ผมเลยไม่ได้รู้สึกเป็นกังวลว่า “เอ๊ะ นี่สิ่งที่เราเชื่อว่าพระเยซูตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปเราแล้วทรงฟื้นพระชนม์นั้น ใช่จริงเปล่าหว่า” เพราะไม่สัมผัสถึงน้ำหนักที่น่าเชื่อถืออะไรในหนังสือของเล่มนี้ แต่มันแค่นิยายที่สนุกเล่มนึงเท่านั้น

จริงๆ แล้วความเชื่อเรื่องการตายและฟื้นของพระเยซู คือเรื่องที่มีผู้คนพยายามหักล้างมากที่สุดในช่วงสองพันกว่าปีที่ผ่านมา มีทฤษฎีที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหักล้างมากมาย เพียงแต่ว่าทุกทฤษฎีนั้นมาแนวเดียวกับนิยายเล่มนี้นี่แหละครับ คือเป็นแค่ conspiracy theory ที่ไม่มี proof and evidence นั่นเอง

ความเชื่อคริสเตียนแตกต่างจากความเชื่ออื่นๆ อยู่อย่างหนึ่งครับ คือคริสเตียนยึดถือตัวบุคคลมากกว่าคำสอนครับ ซึ่งก็คือพระเยซู คริสเตียนเชื่อว่าพระเยซูคือพระเจ้าที่เสียสละลงมาเกิดบนโลกนี้ เพื่อยอมมาตายรับโทษบาปแทนมนุษย์ เพื่อที่ว่าใครที่เชื่อวางใจและยอมรับการช่วยเหลือของพระเยซูนี้จะได้รับการไถ่บาป การตายของพระเยซูคือหัวใจสำคัญของความเชื่อคริสเตียนครับ ไม่ใช่คำสั่งสอนครับ

ถ้าเราอ่านไบเบิ้ลซ้ำๆ ดูอย่างพิเคราะห์ จะพบว่า พระเยซูไม่ได้ตั้งใจที่จะมาบนโลกนี้เพื่อเป็นศาสดา (คนอื่นไปตั้งให้พระองค์เป็นศาสดาเอาเอง) แต่พระองค์มาเพื่อตายรับโทษบาปแทนมนุษย์ นี่คือ KPI เดียวของพระเยซูเลยครับ

และสิ่งที่พิสูจน์ว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าจริงที่มารับสภาพเป็นมนุษย์ ก็คือการที่พระองค์ตายจริงและได้ฟื้นขึ้นมาจริงๆ ไม่มีสลิงและไม่ใช้ตัวแทน สองพันกว่าปีที่ผ่านมาเลยมีคนมากมายพยายามจะพิสูจน์ว่าพระเยซูไม่ได้ฟื้นพระชนม์จริง

Albert Henry Ross เป็นเจ้าของนามปากกา Frank Morrison ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาในปี 1930 ชื่อว่า “Who moved the stone” เขาพูดไว้ประมาณว่า นี่เป็นหนังสือที่ไม่ได้ตั้งใจจะเขียน

เพราะก่อนนี้ เขาเป็นหนึ่งในคนที่ต่อต้านความเชื่อเรื่องนี้ และมี passion สูงมากที่จะพิสูจน์ว่า พระเยซูไม่ได้ฟื้นพระชนม์ขึ้นมาจริงๆ ด้วยการเดินทางไปดินแดนต้นกำเนิดของพระเยซู หาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทุกอย่างและลงพื้นที่จริงๆ

หลังจากนั้นหลายเดือนผ่านไป เขากลับมาอังกฤษ กลายเป็นคริสเตียนและเขียนหนังสือเล่มนี้ เพื่อจะบอกว่า หลักฐานการฟื้นพระชนม์ของพระเยซูนั้นหนักแน่นมากกว่าหลักฐานที่จะตัดสินประหารชีวิตใครซักคนหนึ่ง

ใครเคยเรียนกฎหมาย คงเคยได้ยินคำพูดว่า “ปล่อยคนผิดดีกว่าจับคนถูก” เวลามีคดีที่จะตัดสินประหารชีวิตคนผิด ศาลจะถือหลักว่าหลักฐานต้องแน่น ต้องชัวร์ ถ้ามีความลังเลและไม่มั่นใจว่าผิดจริง จะไม่ตัดสินประหารแน่นอน
เขาเลยใช้คำพูดนี้เปรียบให้เห็นว่าหลักฐานที่เขาพบจริงๆ นั้นหนักแน่นมากพอจริงๆ

ชื่อหนังสือมาจากหินที่โรมันใช้ปิดปากอุโมงค์ฝังศพพระเยซูไว้ คือโรมันประหารพระเยซูเพราะกลัวว่าจะเป็นเหตุให้คนที่นับถือซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นลุกฮือขึ้นต่อต้านโรมัน และก่อนหน้าที่พระองค์จะโดนจับนั้นก็มีเรื่องเล่าทำนองว่าพระเยซูอาจจะฟื้นกลับมาจากความตายได้

เอากันจริงๆ ผมก็ว่าโรมันไม่ได้เชื่อหรอกครับว่าพระเยซูจะฟื้นจริง แต่เอาชัวร์ไว้ก่อนดีกว่า เลยต้องวางมาตรการให้รัดกุมที่สุด มีทหารเฝ้าเวรยาม ก้อนหินใหญ่กลิ้งปิดปากอุโมงค์ ประทับตราสูงสุดของจักรพรรดิโรมันเอาไว้บนหินว่าห้ามเคลื่อนย้าย และบอกให้รับทราบว่าใครเคลื่อนหินนี้ ตาย!!!

เช้าตรู่วันอาทิตย์ วันที่สามหลังจากพระเยซูสิ้นพระชนม์ตามคำทำนาย ทหารยามถูกพบว่านอนหลับไหล หินที่ปากอุโมงค์ถูกพบว่าเคลื่อนที่ออกจากปากอุโมงค์ ในหลุมศพไม่พบพระศพพระเยซู เหลือแต่ผ้าพันพระศพเท่านั้น
เช้านั้นจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศเงิบ

ทหารโรมันเงิบ จักวรรดิโรมันเงิบ พวกนักศาสนาที่ต่อต้านพระเยซูเงิบ แม้แต่สาวกที่สนิทกับพระเยซูก็เงิบเหมือนกัน เพราะก็ไม่ได้คิดว่าพระเยซูจะฟื้นจริงๆ เงิบกันแบบ inception ไปเลย เงิบซ้อนเงิบ

และมีหลักฐานบันทึกทางประวัติศาสตร์หลายชิ้นที่บอกว่า มีผู้คนหลายร้อยคนได้พบเห็นพระเยซูภายหลังจากเช้าวันที่อุโมงค์ฝังศพนั้นว่างเปล่า (ที่เราเรียกว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ก็เพราะนักประวัติศาสตร์ทั่วไปเขายอมรับกัน ไม่ขึ้นกับว่าเป็นคริสเตียนนะครับ)

Easter เลยเป็นเทศกาลที่ระลึกถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู คือ ถ้าพระเยซูมาเกิด มาสั่งสอน มารักษาคนป่วย และบอกว่าตัวเองคือพระเจ้ามาเพื่อช่วยเหลือไถ่บาปมนุษย์ ประกาศปาวๆ แล้วโดนจับไปประหารตาย แล้วปรากฏว่าตายแล้วตายเลย อ้าว เฮ้ย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่นา แล้วไงต่ออะ

เมื่อวานเพิ่งบอกเป็นพระเจ้า วันนี้ตาย แล้วก็ตายเลย แบบนี้ก็ได้เหรอ
ตอนนั้นสาวกพระเยซูทุกคนรู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน คือวงแตก กระเจิง เลิกประกาศเรื่องพระเยซู จากที่เคยลาออกจากงานประจำมารับใช้พระเยซู ก็แยกย้ายกลับบ้าน อัพเดทเรซูเม่ กลับไปทำงานดีกว่า

หัวหน้าตายอะ จะให้ทำไงต่อ

แต่พอพระเยซูฟื้นคืนกลับมา เท่านั้นแหละ ทุกคนถึงเริ่มระลึกได้ว่าพระองค์เคยบอกแล้วว่าจะตายและในวันที่สามจะฟื้นขึ้นมา จากนั้นพวกเขาจึงเชื่อมั่นใจว่าพระองค์เป็นพระเจ้า เรื่องพระเยซูเลยถูกเล่าต่อออกไปอย่างรวดเร็วในยุคนั้น แม้โรมันจะสั่งลงโทษและประหารชีวิตคนที่ประกาศเรื่องพระเยซูก็ตาม สาวกก็ไม่กลัวโทษประหารกัน

Easter เลยเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่สำหรับคริสเตียนครับ เพราะเราเชื่อพระเยซูที่เป็นพระเจ้า พระองค์ตายแล้วไม่ตายลับ แต่กลับมาเพื่อบอกเราให้มั่นใจว่าถ้าวางใจในพระองค์ วันนึงเมื่อเราจากโลกนี้ไป เราจะได้ไปอยู่บนสวรรค์กับพระองค์แน่นอน เพราะพระองค์ได้เสียสละเพื่อรับเอาโทษบาปของเราไว้ที่ชีวิตของพระองค์แล้ว

ทีนี้พอมาในยุคหลังๆ มาเทศกาลนี้เลยมีกิมมิค ลูกเล่นเข้ามาผสมกันนิดหน่อย เพื่อให้มีความสนุกสนาน นั่นก็คือ ไข่และ กระต่าย

เนื่องจากอีสเตอร์เป็นเทศกาลระลึกถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู สำหรับคริสเตียนเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าที่มาตายไถ่บาป ดังนั้นการเชื่อในพระเยซูจึงเหมือนเริ่มต้นชีวิตใหม่ มีสิ่งดีๆ ได้รับการยกโทษบาปแล้ว

ไข่จึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ ที่หมายถึง ชีวิตใหม่ครับ คือพร้อมที่จะเกิดใหม่ มันเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายและดูน่ารักดี และทั่วโลกหาสิ่งนี้ได้ง่าย

เวลามีเทศกาลอีสเตอร์ ที่โบสถ์ผมส่วนใหญ่ก็จะจัดเทศกาลประกวดไข่กัน คือวาด เพ้นท์ระบาย ตกแต่งจัดพร็อพประกอบไข่ให้สวยงามและคิดความหมายมาเล่ากันสนุกสนาน เลยเห็นไข่ระบายสีกันเยอะแยะในช่วงนี้ การเพ้นท์ไข่เลยเป็นการละเล่นประกอบเทศกาลอีสเตอร์ของคริสเตียนทั่วโลกกันช่วงนี้ครับ

ส่วนกระต่าย เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่เหมือนกันครับ แต่ได้รับความนิยมในประเทศที่มีอากาศหนาว
คือ อีสเตอร์เนี่ยเป็นช่วงเวลาที่เป็นรอยต่อระหว่างฤดูหนาวกับสู่ช่วงอากาศอบอุ่น สำหรับคนเมืองหนาว ช่วงหิมะตกหนาวๆ มาก มันทรมาน ต้องอยู่ในบ้าน พืชพันธ์ุต้นไม้ก็ตายซะส่วนใหญ่ พอหมดฤดูหนาว จึงเหมือนชีวิตที่ได้เริ่มต้นใหม่ ได้ออกจากบ้าน ได้ไปมาหาสู่กันปกติ ได้ทำเพาะปลูก ต้นไม้เจริญเติบโต

โดยสัญลักษณ์ว่าฤดูหนาวสิ้นสุดลงคือการได้เห็น กระต่ายออกจากโพรงเริ่มมาหากินครับ
เวลาเห็นกระต่ายเริ่มออกมา ชาวบ้านจะรู้ว่าฤดูหนาวกำลังจะหมดไป ความอบอุ่นกำลังจะมา จะได้เห็นสีเขียวอีกครั้ง
กระต่ายเลยกลายมาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์อีสเตอร์ ในความหมายว่าชีวิตใหม่ความสดใสกำลังจะมาเช่นกันครับ

ดังนั้นขอให้ทุกๆ คนสดใสกับชีวิตใหม่ทุกๆ วันเหมือนเทศกาลอีสเตอร์นะครับ

 

บทความ:  คุณทรงวุฒิ (บอร์นเก้าสาม, เพจเท่าที่รู้)
ภาพ:  rainiedesign

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง