บทความ

เรามิได้ว่าเพียงเจ็ดครั้งเท่านั้น แต่เจ็ดครั้งคูณ

เรามิได้ว่าเพียงเจ็ดครั้งเท่านั้น แต่เจ็ดครั้งคูณ | Christlike Becoming like Christ

การสอนเรื่องการให้อภัยนั้นไม่ยาก แต่การที่จะทำตามที่พระเยซูสอนเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย คริสเตียนมักสอนเรื่องการให้อภัยในมุมของความรักและความอดทนอดกลั้น กล่าวคือ เมื่อใครทำความเจ็บช้ำน้ำใจให้เรา (ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหา การใส่ความ การวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสีย ๆ หาย ๆ และการนินทาว่าร้าย ฯลฯ) เราจะ “อดทนต่อการร้ายซึ่งเขาทำแก่เรา” และ “ยังรักเขาเพื่อเห็นแก่พระคริสต์” นี่คือการให้อภัย โดยไม่ต้องพูดถึงความเสียใจหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต

หากพิจารณาคำสอนของพระเยซูเกี่ยวกับการให้อภัย เราจะพบว่ามียังมีขั้นตอนที่เราต้องทำควบคู่ไปกับการอดทนอดกลั้นและการแสดงความรัก นั่นคือ “ถ้าพี่น้องของท่านมีเหตุขัดเคืองใจกับท่าน จงไปหาเขา” (มัทธิว 5:23) “ถ้าท่านทำให้พี่น้องของท่านขุ่นใจก็จงไปหาเขา” (มัทธิว 18:15) “ถ้าพี่น้องของท่านกระทำผิดต่อท่าน จงเตือนเขา” (ลูกา 17:3) นี่คือพระดำรัสสอนของพระเยซูสำหรับผู้ที่เจ็บปวด เพื่อจะได้ไปถึงการให้อภัยอย่างแท้จริง
คำสอนนี้ไม่ได้พูดถึงการให้อภัยในแบบที่เราได้ยินได้ฟังบ่อย ๆ คือ อดทนอดกลั้นและการแสดงความรัก แต่พูดถึงความจริงที่สำคัญและขั้นตอนสำคัญที่เราจะต้องปฏิบัติ ซึ่งเราจะไม่สามารถเริ่มต้นการให้อภัยหรือรับการให้อภัยได้จนกว่าเราจะเริ่มขั้นแรกคือมีความรู้สึกเสียใจ สำนึกผิด และรื้อฟื้นสัมพันธภาพขึ้นใหม่

คำว่า “การให้อภัย” ในพระคัมภีร์ใหม่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “การกลับคืนดีกัน” คำภาษากรีกของคำว่า “การให้อภัย” ἀφίημι (อะฟีอ่ายมี) มีความหมายตามตัวอักษรว่า “การปลดปล่อยให้เป็นอิสระ” และ “การมอบให้เป็นของขวัญ” การศึกษาคำศัพท์ของคำ ๆ นี้ทำให้รู้ว่าการให้อภัยว่าเป็นการปลดปล่อยให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอิสระ (จากความเจ็บปวด ความโกรธ ความเคียดแค้น ความเจ็บช้ำน้ำใจ ความขมขื่น) และเป็นของขวัญที่ต่างฝ่ายต่างได้มอบให้แก่กัน ซึ่งในที่สุดจะนำมาซึ่งการรื้อฟื้นสัมพันธภาพขึ้นใหม่ให้กลับคืนดีดังเดิมและแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นจะเห็นว่าการให้อภัยและการกลับคืนดีจึงเป็นเหมือนเรื่องเดียวกัน

การอภัยโทษบาปในพระเยซูคริสต์จึงไม่ใช่แค่การยกโทษเท่านั้น แต่ยังตามมาด้วยการกลับคืนดีกัน “เพราะว่าถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรูต่อพระเจ้าเราได้กลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์ ยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อเรากลับคืนดีแล้ว เราก็จะรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์แน่ มิใช่เพียงเท่านั้น เราทั้งหลายยังชื่นชมยินดีในพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ทรงเป็นเหตุให้เราได้กลับคืนดีกับพระเจ้า” (รม. 5:10-11) “และโดยพระองค์ ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ในแผ่นดินโลกหรือในสวรรค์ พระองค์ทรงทำให้มีสันติภาพด้วยพระโลหิตแห่งกางเขนของพระองค์” (คส. 1:20)

เมื่อพระเจ้าทรงโปรดอภัยบาปของเรา พระองค์ไม่ได้หลับหูหลับตาและมองข้ามความผิดบาปของเรา พระเจ้าทรงเห็นว่าความบกพร่องของเราว่าเป็นเรื่องร้ายแรง พระองค์จึงยอมเสด็จไปสู่ไม้กางเขนและสิ้นพระชนม์ชำระค่าไถ่ความผิดบาปแทนเรา ไม้กางเขนเป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นว่าการอภัยโทษของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องยากลำบากเพียงใด การยกโทษนั้นมี “ราคาสูงมาก” ไม้กางเขนแสดงให้เราเห็นว่าการให้อภัยบาปของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องยากลำบากเพียงใด พระเจ้าจะต้องเสียสละมากขนาดไหนในการให้อภัยของพระองค์ ไม้กางเขนทำให้เราตระหนักว่าการยกโทษให้นั้นมีราคาสูงเพียงใด นี่คือแบบอย่างของการให้อภัย พระคริสต์บนกางเขนเป็นแบบอย่างที่ยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงทนทุกข์ทรมานเพื่อท่าน เพื่อเป็นแบบอย่างให้ท่านทำตาม ดังที่เปโตรได้เขียนไว้ใน 1 เปโตร 2:21 “เพราะพระเจ้าทรงใช้ท่านสำหรับเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะว่าพระคริสต์ก็ได้ทรงทนทุกข์ทรมานเพื่อท่านทั้งหลาย ให้เป็นแบบอย่างแก่ท่านเพื่อท่านจะได้ดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์”

การให้อภัยอย่างแท้จริงนั้นเป็นการยอมรับของทั้งสองฝ่ายว่าจำเป็นต้องมีการกลับคืนดีกัน และจะต้องทำอย่างจริงใจ ในการกลับคืนดีนั้นจะต้องมีความรู้สึกเสียใจอย่างจริงใจ และตอบสนองความรู้สึกเสียใจของผู้อื่นด้วยความจริงใจและให้เกียรติ ไม่เพียงเท่านั้นการยอมรับและการเผชิญหน้า การเสียสละและการชี้แจงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการแก้ไขความบาดหมางต่อกัน นั่นคือเหตุที่ในการให้อภัยนั้นเราต้องไปหาพี่น้องของเรา ซึ่งพระเจ้าทรงกระทำเช่นนี้กับเราและเราต้องกระทำเช่นเดียวกันต่อบุคคลอื่น เราต้องให้อภัยกันและกันเหมือนที่พระเจ้าในองค์พระเยซูคริสต์ได้ทรงอภัยให้แก่เรา การให้อภัยจะไม่สำเร็จสมบูรณ์จนกว่าจะมีการกลับคืนดีกัน

ขั้นตอนสุดท้ายของการให้อภัยคือ จะต้องทำบางสิ่งบางอย่าง เพื่อรักษาบาดแผลในใจ การให้อภัยเป็นการยอมรับโดยไม่มีข้อยกเว้น เป็นการยอมรับไม่เฉพาะความเจ็บปวดที่ได้รับ แต่ยอมรับคนที่ทำผิดต่อเรา และยอมรับการสูญเสียที่เกิดจากคำพูดและการกระทำของเขา

บทความโดย : ศจ.ดร.สมใจ รักษาศรี (D. Min., D.C.Ed.) ศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งความเชื่อแบ๊บติสต์

Graphics by : Rainnie Design

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง