บทความ

เด็กติดเกม vs พ่อแม่คริสเตียน

อย่าเพิ่งรีบตัดสินคนติดเกม ก่อนจะได้อ่าน 10 ข้อนี้

  • ตอนที่ 1: บทความนี้เหมาะกับใคร?
  • ตอนที่ 2: “คริสเตียนและวงการเกม” กับ 5 คำถามสำคัญ
  • ตอนที่ 3: ปัญหาของการติดเกม
  • ตอนที่ 4: “ติดเกม = เรื่องไม่ดี” จริงหรือไม่?
  • ตอนที่ 5: เกมทำให้ห่างไกลพระเจ้าจริงไหม?
  • ตอนที่ 6: สาเหตุสำคัญที่ทำให้เราห่างไกลพระเจ้า
  • ตอนที่ 7: ประโยชน์ 4 ข้อของเกม ที่คุณอาจจะต้องประหลาดใจ
  • ตอนที่ 8: ถึงเกมจะดี แต่อย่าเอาเกมมาเป็นข้ออ้าง
  • ตอนที่ 9: แก้ปัญหาเด็กติดเกมใน 6 ขั้นตอน
  • ตอนที่ 10: วิธีแก้ปัญหาผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องเกม

ตอนที่ 1: บทความนี้เหมาะกับใคร

  1. คนที่เป็นพ่อแม่ที่เป็นห่วงลูกว่าลูกจะติดเกมเกินไปไหม กลัวว่าลูกจะเสียการเรียน เสียการงาน และกลัวว่าจิตวิญญาณของลูกจะเริ่มห่างไกลจากพระเจ้า
  2. คนติดเกม ที่ชอบการเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ ที่สงสัยว่าทำไมผู้ใหญ่มองเกมไม่ดีตลอดเวลา
  3. คนที่อยากเข้าใจและเปิดรับวงการเกม และสงสัยว่ามันจะมีส่วนในการช่วยประกาศเรื่องราวพระเจ้าได้อย่างไร

ตอนที่ 2: “คริสเตียนและวงการเกม” กับ 5 คำถามสำคัญ

  1. คริสเตียนควรมองเรื่องเด็กติดเกมอย่างไร? ตกลงมันเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี? เราควรมองผ่านมิติมุมมองไหนบ้างเพื่อจะมองเรื่องนี้อย่างครบถ้วน
  2. ผู้ปกครองเด็กติดเกม รู้สึกว่าเกมทำให้การเรียนแย่ แถมยังทำให้เด็กห่างไกลพระเจ้าอีก การให้เด็กเลิกเล่นเกมเป็นวิธีการปัญหาที่ถูกต้องหรือเปล่า? หรือจริงๆ มีวิธีที่ดีกว่านั้น?
  3. ทำไมผู้ใหญ่มองเกมไม่ดี และเด็กมองว่าผู้ใหญ่แบบนี้หัวโบราณ ตกลงใครคิดถูกกันแน่ หรือจริงๆแล้วทั้งฝ่ายต่างคิดผิดทั้งคู่?
  4. ว่าด้วยเรื่องของอนาคตของวงการเกม จริงๆแล้วมันมีอนาคตไหม?
  5. แล้วถ้าไม่ใช่เรื่องของเงินทองเนี่ย เกมจะมีส่วนในพันธกิจของพระเจ้าได้ไหม? ถ้าเป็นไปได้ แล้ววงการเกมจะมีส่วนช่วยในการประกาศเรื่องราวของพระเจ้าได้อย่างไร?

ซึ่งเราจะค่อยๆ พูดไปทีละประเด็นในบทความนี้

ตอนที่ 3: ปัญหาของการติดเกม

เรื่องของเด็กติดเกมเป็นปัญหาที่ประเทศไทยและทั่วโลกพบเห็นกันอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเด็กๆ ในวัยเรียนหนังสือไปจนถึงผู้ใหญ่วัยทำงาน ไม่ได้เอาเวลาไปตั้งใจเรียน อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ทำงานต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย แต่กลับไปใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงในการเล่นเกม ไม่ว่าจะเกมมือถือ เกมคอมพิวเตอร์ หรือจะเกมในอุปกรณ์ใดๆ ก็ตาม

คริสเตียนควรจะมองเรื่องเด็กติดเกมอย่างไร?

ตกลงแล้วมันเป็นเรื่องเลวร้าย หรือมันเป็นมีข้อดีที่ซ่อนอยู่กันแน่ แล้วเราควรจะมองเรื่องเกมผ่านมุมมองไหนบ้าง เพื่อจะมองเรื่องนี้ออกมาได้อย่างครบถ้วน

ปัญหาที่พ่อแม่หรือคนอื่นๆ รู้สึกกับเด็กติดเกมคืออะไร?

ถ้าลองไปสัมภาษณ์พ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆคนที่เลี้ยงลูกวัยรุ่น ปัญหาหนึ่งเลยที่เราจะเจอคือพ่อแม่บอกว่าลูกติดเกม เล่นวันละเป็นชั่วโมงๆ รู้สึกเป็นกังวล กลัวว่าจะเสียการเรียน

และถ้าเป็นพ่อแม่คริสเตียนที่รักพระเจ้าด้วยแล้ว ก็คงจะมีอีกปัญหาที่น่ากังวลเพิ่มขึ้นมาคือ กลัวว่าลูกจะไม่ติดสนิทกับพระเจ้า จะไม่ได้เฝ้าเดี่ยว ไม่ได้อ่านพระคัมภีร์ ไม่ได้อธิษฐาน


ตอนที่ 4: “ติดเกม = เรื่องไม่ดี” จริงหรือไม่

คำถามสำคัญคือ สรุปแล้ว…

ติดเกม = เสียการเรียน จริงไหม?
ติดเกม = เสียการงาน จริงไหม?
ติดเกม = ไม่ติดสนิทกับพระเจ้า จริงไหม?

คำตอบคือ…

ทั้งใช่และไม่ใช่ครับ

การติดเกม ถ้าติดมากจนเกินไป เล่นทั้งวันทั้งคืน จนไม่อันทำอะไรอย่างอื่น ก็จะนำไปสู่ปัญหาเสียการเรียน เสียการงาน และมีโอกาสที่จะไม่ติดสนิทกับพระเจ้า ซึ่งสิ่งใดที่ทำให้คนห่างไกลพระเจ้า สิ่งนั้นจะเริ่มเป็นปัญหาแล้ว

แต่ก่อนที่เราจะเริ่มต้นโทษเกม อยากให้เราคิดกันก่อนว่าจริงๆ แล้ว เกมเป็นปัญหาที่ทำให้เราห่างไกลพระเจ้าจริงๆ หรือเปล่า

ตอนที่ 5: เกมทำให้ห่างไกลพระเจ้าจริงไหม?

ขอเทียบเรื่องติดเกมกับเรื่องอื่นที่ทำให้เสียการเรียน เสียการงาน และไม่ติดสนิทกับพระเจ้าก่อนนะครับ จะขอยกตัวอย่างมาให้ดู 2 ตัวอย่างนะครับ

ตัวอย่างที่ 1
ถ้าเราเป็นเด็กที่เรียนหนักมากๆ หรือเด็กบ้าเรียน วันๆ ตั้งใจเรียน อ่านหนังสืออย่างเดียว ไม่ทำอย่างอื่นเลย ถามว่ามีโอกาสที่เราจะไม่ติดสนิทกับพระเจ้าไหม คำตอบคือมีครับ ผมเคยเป็นเด็กที่ตอนจะสอบเข้ามหาลัย เคยเอาหนังสือเข้าไปนั่งอ่านในโบสถ์ระหว่างฟังเทศน์ (แล้วมันจะได้ฟังเทศน์ไหมเนี่ย 555)

ถ้ามองชีวิตย้อนกลับไป ผมก็คิดว่าผมอาการหนักแล้วที่เอาหนังสือไปอ่านในโบสถ์ แต่ดูชีวิตเด็กนักเรียนไทยที่ต้องเรียนพิเศษอย่างหนักแล้ว อาจจะมีคนอาการหนักกว่า ถ้าดูพ่อแม่คริสเตียนบางคน วันอาทิตย์ก็ส่งลูกไปเรียนพิเศษ ติวหนังสืออย่างหนักหน่วง จนลูกไม่ได้ไปโบสถ์ (หรือถ้าเป็นช่วงโควิด ก็ให้เรียนพิเศษผ่านช่องทางออนไลน์แทน)

ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้น ช่วงที่บางคนเรียนหนักๆ เป็นช่วงที่ทำให้ชีวิตค่อยๆห่างจากพระเจ้าไปเรื่อยๆ จนเลิกไปโบสถ์ และเลิกเชื่อพระเจ้าไปเลยก็มี

ตัวอย่างที่ 2

ถ้าเราเป็นคนที่ชอบทำงานไปจนถึงระดับคนบ้างาน หรือเสพติดการทำงานแบบ Workaholic หลายๆ ครั้งเราก็ทำงานตั้งแต่เช้าจนดึก บางคนทำงานจนเผลอหลับคาคอมที่ทำงานอยู่ก็มี ยิ่งช่วงโควิด การทำงานส่วนมากเป็นแบบ Work from Home บางคนก็ทำงานทั้งวันทั้งคืน ประชุมได้ทั้งวัน จนไม่มีเวลาที่จะให้พระเจ้า ในการอ่านพระคัมภีร์ หรืออธิษฐานเลย

ช่วงชีวิตที่ทำงานหนัก เป็นช่วงที่มีโอกาสอย่างมากที่จะทำให้คนๆ หนึ่งเริ่มห่างไกลจากพระเจ้า และค่อยๆ หายไปในที่สุด

แม้แต่ผู้รับใช้ ที่ทำงานรับใช้พระเจ้าทุกวันก็ยังมีโอกาสที่จะห่างไกลกับพระเจ้าได้ ถ้าชีวิตโฟกัสผิดจุด

ดูตัวอย่างเรื่องนางมารธาในพระคัมภีร์ แม้มารธาจะตั้งใจปรนนิบัติพระเยซู แต่พระเยซูได้ตอบกับนางมารธาแบบที่คนทำงานอย่างตั้งใจคงจะติดสตั้นงงงวยไปไม่ใช่น้อย

แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบเธอว่า “มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจด้วยหลายสิ่งนักสิ่งซึ่งต้องการนั้นมีแต่สิ่งเดียว มารีย์ได้เลือกเอาส่วนดีนั้น ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้” – ลูกา 10:41-42


ตอนที่ 6: สาเหตุสำคัญที่ทำให้เราห่างไกลพระเจ้า

ถ้าบอกว่าการเล่นเกมทำให้ห่างไกลพระเจ้า ผมก็อยากจะเสนออีกมุมมองหนึ่งว่า การเรียน หรือการทำงาน ก็ทำให้ห่างไกลพระเจ้าได้เหมือนกัน ดังนั้น มันอาจจะไม่ได้อยู่ที่การเล่นเกมแล้วที่เป็นประเด็นทำให้ห่างไกลพระเจ้า

แล้วมันอยู่ที่อะไรหล่ะ?

มันอยู่ที่ “การแบ่งเวลา” หรือ “การให้ความสำคัญ” ครับ

เวลาที่เพื่อนมาชวนไปทำอะไร (ในช่วงที่ไม่มีโควิด) แล้วเราปฏิเสธเพื่อนไป โดยบอกว่าไม่มีเวลา มันก็แปลง่ายๆครับว่า เวลาที่เรามีอย่างจำกัดนั้น เราต้องใช้ทำสิ่งที่เราให้ความสำคัญ และสิ่งที่เพื่อนมาชวนสำคัญน้อยกว่า

ถ้าไปถามคู่รักที่จีบกันใหม่ๆ ต่อให้ยุ่งแค่ไหน ก็จะหาเวลามาเจอกันให้ได้ เพราะว่าต่อให้มีเวลาน้อยแค่ไหน แต่ถ้ามันสำคัญมากพอ หัวสมองคนเราก็จะสามารถหาเวลาให้มันได้เอง

ดังนั้น จะติดสนิทกับพระเจ้าหรือไม่ อยู่ที่ว่าเราเห็นความสำคัญของมันมากแค่ไหน จะมากพอที่เราจะพยายามหาเวลาให้ได้ หรือจะมองว่ามันไม่สำคัญมากพอจนกระทั่งเราปล่อยปละละเลยไป

ไม่ว่าเราจะชอบทำอะไร สิ่งนั้นมีโอกาสที่จะทำให้เราห่างไกลกับพระเจ้าได้เสมอ ถ้าเราให้ความสำคัญสิ่งนั้นมากจนเกินไป มากจนเรื่องของพระเจ้าค่อยๆเล็กลงในชีวิตเรา

  • ถ้าเราให้ความสำคัญกับ “การเล่นเกม” มากที่สุด เรื่องของ “พระเจ้า” ก็จะไม่ได้สำคัญที่สุด
  • ถ้าเราให้ความสำคัญกับ “การเรียน” มากที่สุด เรื่องของ “พระเจ้า” ก็จะไม่ได้สำคัญที่สุด
  • ถ้าเราให้ความสำคัญกับ “การทำงาน” มากที่สุด เรื่องของ “พระเจ้า” ก็จะไม่ได้สำคัญที่สุด

โดยเฉพาะเรื่องของอนาคตความเป็นอยู่ ที่มักจะทำให้เราไขว้เขวจากทางของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เพื่อมีอนาคตที่ดี หรือการทำงานหาเงินเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี พระคัมภีร์จึงเขียนไว้ว่า

“เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย” – ลูกา 12:34

สิ่งดีๆ ทุกอย่างก็มีสิทธิ์ที่จะทำให้ชีวิตห่างจากพระเจ้าได้ ถ้าเราให้ความสำคัญกับมันมากเกินไป ดังนั้นไม่อยากจะให้โทษเกมซะอย่างเดียว ว่าเกมเป็นสิ่งที่ทำให้เสียผู้เสียคน แต่ผมอยากเสนอให้เราจัดการกับมันอย่างเหมาะสม มองข้อดีของเกม และใช้เกมทำให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและจิตวิญญาณให้ได้มากที่สุด

ตอนที่ 7: ประโยชน์ 4 ข้อของเกม ที่ผู้ใหญ่อาจจะต้องประหลาดใจ

ตกลงแล้วเกมมีข้อเสียตั้งมากมาย แล้วพอจะมีข้อดีบ้างไหม

ถ้าเราไม่เล่นเกมหนักจนเกินไป และแบ่งเวลาได้อย่างเหมาะสม เกมมีประโยชน์แน่นอนครับ

1) อย่างแรกเลย พื้นฐานสุดๆ เกมทำให้ผ่อนคลายครับ เพราะคนส่วนมาก เล่นเกมในช่วงเวลาว่าง จะเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน เพื่อความสนุก จะเล่นคนเดียว จะเล่นหลายคนกับเพื่อน ก็สุดแล้วแต่

2) การเล่นเกมพัฒนาทักษะบางอย่าง ถ้าเราเลือกเล่นเกมที่ดี เราจะยิ่งได้ประโยชน์ เช่น

Problem Solving Skill: เกมช่วยฝึกทักษะกระบวนการคิดอย่างมีเหตุมีผล มีตรรกะ ฝึกการแก้ปัญหาต่างๆ การวางแผน เช่นเกมแนว Puzzle ยิ่งเกมสมัยใหม่ที่ยิ่งจะซับซ้อน จะผ่านไปได้แต่ละที ต้องผ่านกระบวนการคิดเยอะมากๆ

Communication Skill: เกมช่วยฝึกทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกับคนอื่น เช่น เกมที่ต้องเล่นเป็นทีม เพราะถ้าเราจะชนะได้ เราต้องมีการสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะถ้าแค่เก่งคนเดียวก็ไม่สามารถชนะได้ ดังนั้นเราจึงต้องมีฝีมือส่วนตัว และมีฝีมือในการทำงานประสานร่วมกันกับทีมที่เราเจอด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็จะทำให้คนมีความสามารถในการทำงานร่วมกันได้อย่างดี

Language Skill: เกมช่วยฝึกทักษะเรื่องของภาษา ได้เพิ่มทั้งศัพท์เฉพาะทาง สำเนียงการพูด เช่น ผมเคยเล่นเกม DotA เกมแนว MOBA ที่มีตัวละครหนึ่งชื่อ Sand King ซึ่งมีความสามารถนึงที่ชื่อว่า Epicenter ที่เป็นความสามารถในการสร้างแผ่นดินไหวในเกม ตอนแรกผมไม่รู้ว่าคำว่า Epicenter แปลว่าอะไร ก็เลยไปเปิด Dictionary ดู มันแปลว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว หลายปีต่อมา ผมมีโอกาสไปสอบ TOEIC (การสอบเพื่อวัดระดับภาษาอังกฤษ) ปรากฏว่ามีบทความเรื่องแผ่นดินไหว แล้วก็มีคำศัพท์คำว่า Epicenter โผล่มา คนอื่นๆในห้องเวลาอ่านแล้วอาจจะงงไม่รู้ความหมายคำนี้ แต่สำหรับผมสบายครับ เพราะเคยเห็นคำนี้มาก่อนแล้วในเกม

Social Skill: เกมช่วยฝึกการเข้าสังคม ถ้าเป็นเกมที่เล่นเป็นทีม หรือมีความจำเป็นต้องสื่อสารกับคนอื่นแล้ว เราสามารถพัฒนาทักษะด้านนี้พร้อมกับได้ความสนุกไปด้วย

3) การเล่นเกมสามารถพัฒนาไปเป็นงานได้ (และมีอนาคตที่ไกลด้วย)

ผมเคยเป็นคนเล่นเกมมาก่อน จนได้เป็นสตรีมเมอร์ของสังกัด Facebook Gaming เผื่อใครไม่รู้จักว่าสตรีมเมอร์คืออะไร มันคืออาชีพที่เราจะมาเล่นเกมให้คนอื่นดู เราก็นั่งเล่นเกมอยู่บ้านไปนี่แหละ แล้วก็เปิดหน้าจอที่เรากำลังเล่นอยู่ให้คนอื่นดู และก็พูดคุยกับคนที่มาดูได้ โดยอาชีพสตรีมเมอร์ถ้าคนดูมากพอ ก็จะมีสังกัด มีเงินเดือนให้ มีสวัสดิการต่างๆ ให้ เหมือนเป็นอาชีพๆ หนึ่งเลย และอาจจะรายได้ดีจนน่าตกใจด้วย

และถ้าเราเป็นคนเล่นเกมเก่ง เราสามารถเข้าไปในวงการ E-Sport ซึ่งตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมและกำลังเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เราสามารถเป็นนักกีฬา E-Sport ได้ด้วย โดยสามารถหารายได้ได้ตั้งแต่ไปหารางวัลจากการแข่งขันต่างๆ ยกตัวอย่าง ตัวผมเองเคยไปแข่ง Hearthstone Battlegrounds (เกมแนวกลยุทธ์วางแผน) ได้แชมป์ประเทศไทยมา ก็จะได้เงินรางวัลเป็นต้น หรือถ้าจะไปไกลกว่านั้น เราก็สามารถพัฒนาจนเข้าตาสังกัดค่าย จนถึงเป็นนักกีฬาในสังกัดค่ายต่างๆ ได้ เขาก็จะมีรายได้ประจำให้กับนักกีฬา

Gaming Industry หรือวงการเกมปัจจุบันพัฒนาไปไกลมาก และมีตำแหน่งงานมากมาย เช่น งานออกแบบเกม 3D ต่างๆ โปรแกรมเมอร์ ผู้พัฒนาเกม อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งต้องบอกเลยว่ายิ่งเราเก่งในสายงานของเรา และมีความเข้าใจเกม เราจะยิ่งเป็นที่ต้องการในตลาดมากๆ ยิ่งบางบริษัทก่อนรับสมัครงาน เขาจะบอกก่อนเลยว่านอกจากจะต้องยื่น resume ตามปกติแล้ว เราต้องเป็นผู้เล่นระดับสูงในเกมนั้นๆ ด้วย เขาถึงจะรับสมัคร

จริงๆ มีงานอื่นมากมายในวงการเกม แต่ขอกล่าวถึงเพียงเท่าก่อน เพราะไม่อยากจะเน้นมากจนเกินไป

4) เกมประกาศเรื่องราวของพระเจ้าได้

  • ถ้าวงการหมอ ไม่มีคริสเตียนเลย เรื่องพระเจ้าก็คงจะไปถึง “หมอ” ยากสักหน่อย
  • ถ้าวงการวิศวกร ไม่มีคริสเตียนเลย เรื่องพระเจ้าก็คงจะไปถึง “วิศวกร” ยากสักหน่อย
  • ถ้าวงการทนาย ไม่มีคริสเตียนเลย เรื่องพระเจ้าก็คงจะไปถึง “ทนาย” ยากสักหน่อย
  • เช่นเดียวกัน ถ้าวงการเกม ไม่มีคริสเตียนเลย เรื่องพระเจ้าก็คงจะไปถึง “คนเล่นเกม” ยากสักหน่อย

ไม่ว่าเราจะอยู่ในวงการไหนๆ เราสามารถเป็นแสงสว่างพูดเรื่องของพระเจ้าได้

เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกนี้ เข้าใกล้แผ่นดินของพระเจ้ามากขึ้นได้

ผมเป็นสตรีมเมอร์ เวลาเล่นเกมให้คนดู สมมุติมีคนดูสัก 100 คน แล้วผมพูดอะไรที่เป็นแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างที่พระคัมภีร์สอน นอกจากคนดูจะได้ความสนุกจากการดูการเล่นเกมแล้ว ก็ยังได้ข้อคิดในการใช้ชีวิตอย่างที่พระคัมภีร์สอนด้วย บางทีถ้ามีประเด็นอะไรที่ผมรู้สึกอยากพูด บางทีพูดไปครึ่งชั่วโมงได้ อย่างกับเทศนาให้วัยรุ่น 100 คนฟัง หรือถ้าบางครั้งคนดูมากหน่อยแบบ 700-800 คน ผมพูดเรื่องแนวคิดจากพระคัมภีร์ไป มันก็เหมือนกับเราเป็นคนสอนพระคัมภีร์คนหนึ่งที่ไปสอนตามโบสถ์ใหญ่ๆคนดูหลายร้อยคน ถึงเราจะเป็นสตรีมเมอร์ แต่หัวใจเรามอบให้พระเจ้าแล้ว การดำเนินชีวิตเรามอบให้พระเจ้าแล้ว ไม่ว่าเราจะทำงานอะไร เราสามารถเป็นแสงสว่างได้เสมอ

นอกจากการเล่นเกมให้คนดู บางครั้งผมก็จะมีไลฟ์พิเศษ เช่น ในวันวาเลนไทน์ ก็จะมาไลฟ์พร้อมกับภรรยา พูดเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ โดยเราจะยกหลักการพระคัมภีร์ มีพูดถึงหลักการจากหนังสือคริสเตียนต่างๆเช่น อดเปรี้ยวไว้กินหวาน, ภาษารักทั้ง 5 แล้วก็เปิดให้คนมีโอกาสถามคำถามเข้ามา เราก็จะมาไลฟ์ตอบคำถามกัน ซึ่งก็เป็นพระพรสำหรับคนที่ไม่เคยฟังเรื่องราวมุมมองจากคริสเตียนแบบนี้

ผมเป็นคนที่ชอบเล่นเกม และสามารถเอาเรื่องความชอบไปพัฒนา ทั้งในด้านการหารายได้ และด้านการประกาศเรื่องราวของพระเจ้า แต่ถ้าสำหรับคนที่ยังไม่สามารถมาถึงตรงนี้ได้ อาจจะเป็นแค่คนที่เล่นเกมเพื่อความสนุกเฉยๆ คุณก็สามารถเป็นพระพรกับคนรอบตัวที่เล่นเกมด้วยกันได้เช่นกัน ไม่สำคัญว่าจำนวนคนที่คุณสื่อสารด้วยจะเป็นคนเป็นร้อยเป็นพัน หรือจะแค่คนสองคน จะจำนวนมากน้อยไม่สำคัญ แต่มันสำคัญที่ใจของคุณว่าคุณมีใจในการพูดเรื่องราวของพระเจ้าหรือไม่ต่างหาก

วิธีที่คุณสามารถเริ่มต้นได้ง่าย เพื่อจะเป็นพระพรกับคนอื่นเวลาเล่นเกม

  • เมื่อมีเพื่อนในเกมออนไลน์ สามารถพูดคุยทักทาย สร้างสัมพันธ์ได้
  • เล่นเกมอย่างมีสติ ไม่หยาบคาย หัวร้อน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้
  • และเมื่อคุณเป็นคนที่ติดสนิทกับพระเจ้า เพื่อนจะเห็นว่าคุณมีอะไรบางอย่างแตกต่างจากคนปกติทั่วไป เขาจะเริ่มมีความไว้ใจคุณมากขึ้น
  • ในเวลาเล่นเกม มักจะมีการพูดคุยกันระหว่างเพื่อนในเกม เราสามารถพูดคุยเรื่องราวดีๆได้ จนเมื่อสนิทกันมากพอ เราอาจจะถามสารทุกข์สุขดิบของเพื่อนเราและเสนอตัวอธิษฐานเผื่อเรื่องราวต่างๆในชีวิตเพื่อนเราได้ด้วย และถ้าเราสนิทกันมากขึ้นอีก เราสามารถพูดคุยเรื่องพระเยซูได้ด้วย

ตอนที่ 8: ถึงเกมจะดี แต่อย่าเอาเกมมาเป็นข้ออ้าง

พูดถึงข้อดีไปตั้งมากมายแล้ว

มีอย่างหนึ่งที่อยากจะขอร้องทุกคนที่ชอบเล่นเกมเหมือนกับผมว่า “อย่าเอาเกมมาเป็นข้ออ้าง”

อย่าอ้างว่า จะเล่นเกม เพราะจะไปเป็นนักกีฬา E-Sport ถ้าคุณยังไม่สามารถจัดการชีวิตตัวเองได้ คุณควรจะจัดการชีวิตด้านอื่นๆ ให้ดีด้วย เช่น การเรียนก็ต้องไม่ตก การทำงานก็ต้องไม่มีปัญหา และการเป็นนักกีฬา E-Sport ต้องมีวินัย ฝึกซ้อมเหมือนนักกีฬาปกติ ไม่ใช่เล่นเพื่อความบันเทิงแบบไม่มีแบบแผนไปวันๆ

เราต้องสามารถแบ่งเวลา ให้กับทุกอย่างในชีวิตให้เหมาะสมด้วย ไม่ใช่ว่าจะเล่นแต่เกมอย่างเดียว โดยไม่สนใจอย่างอื่นเลย

  • ถ้าเราจะเป็นนักเล่นเกมที่ดี เราต้องสามารถเล่นเกมไปด้วย และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าไปด้วยได้ เราต้องไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาและให้ความสำคัญกับพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการอ่านพระคัมภีร์ การอธิษฐาน การสามัคคีธรรมกับพี่น้อง การไปนมัสการพระเจ้า ไม่ใช่เล่นเกมจนทิ้งพระเจ้า
  • ถ้าเราจะเป็นนักเล่นเกมที่ดี เราต้องสามารถเล่นเกมไปด้วย และมีการเรียนที่ดีด้วยได้ เพื่อให้พ่อแม่สบายใจ และวางใจเราให้เราเล่นเกมแบบสบายใจได้ว่าการเรียนเราจะไม่เสีย
  • ถ้าเราจะเป็นนักเล่นเกมที่ดี เราต้องสามารถเล่นเกมไปด้วย และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวได้ด้วย อย่าลืมแบ่งเวลาให้พ่อแม่และครอบครัว

ไม่ว่าเราจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ขอให้เราพยายามมองและทำความเข้าใจอีกฝ่ายให้มากๆ

ดังนั้นถ้าพ่อแม่พูดเรื่องติดเกม อย่าคิดว่าพ่อแม่เป็นพวกหัวโบราณ ไม่รู้จักเกมเอาซะเลย แต่ให้คิดใหม่ว่า พ่อแม่เป็นห่วงเรา และถ้าจะทำให้พ่อแม่เลิกคิดแบบนี้ได้ก็จงเป็นเกมเมอร์ที่มีคุณภาพ ถ้าอยากเล่นเกม จงเล่นเกมให้สมกับเป็นเกมเมอร์ที่ดี ที่มีความรับผิดชอบชีวิตด้านอื่นๆ ด้วย


ตอนที่ 9: แก้ปัญหาเด็กติดเกมใน 6 ขั้นตอน

ทีนี้ถ้าคุณเป็นผู้ปกครองแล้วรู้สึกว่า ลูกของตัวเองเริ่มมีอาการติดเกมจนน่าเป็นห่วงแล้ว ขอแนะนำขั้นตอนตามนี้

ขั้นที่ 1: เริ่มต้นมองเรื่องเกมใหม่ ว่าเกมก็มีข้อดีของมันเหมือนกันจากที่อ่านผ่านมา

ขั้นที่ 2: อย่าคิดว่าจะให้เลิกเกมเลย เพราะถ้าคนมันชอบ ยังไงมันก็ชอบครับ อย่างผมเริ่มต้นเล่นเกมตั้งแต่เด็ก จนตอนนี้อายุ 30 กว่าแล้วก็ยังคงเล่นอยู่ การไปตัดขาดเลยจะเป็นการทำร้ายกันมากกว่า การตัดไม่ให้เล่นเลยอาจจะทำให้คนติดเกมลำบากใจ

ขั้นที่ 3: เราสามารถลองคุยได้ 2 เรื่องหลักๆ คือ เรื่องปริมาณการเล่นเกม และคุณภาพของการเล่นเกม และช่วยเป็นเพื่อนในการเลือกเกมที่จะเล่น หรือเกมที่จะดู

ขั้นที่ 4: ในด้านปริมาณการเล่นเกม ลองพยายามทำความเข้าใจและมาพูดคุยกับลูกเรื่องการแบ่งเวลาและการให้ความสำคัญ อาจจะให้ลดหรือทำงานให้เสร็จก่อน ค่อยเล่นเกม เป็นต้น

ขั้นที่ 5: ในด้านคุณภาพการเล่นเกม เราอาจจะต้องค่อยๆ ศึกษาว่าเด็กๆ เล่นเกมอะไร และมันมีข้อดีอะไรบ้างในเกมที่เขาเล่น เพราะในแต่ละเกมก็จะมีข้อดีข้อเสีย มีสิ่งที่ผู้เล่นจะได้รับไม่เหมือนกัน ถ้าเราอยากผลักดันให้เขาเล่นเกมที่จะได้ทักษะต่างๆ เราก็สามารถไปเสนอเกมให้กับลูกได้ด้วยซ้ำว่า สนใจเล่นเกมนี้ไหม เป็นต้น

ขั้นที่ 6: เล่นบทบาทให้ถูก ในบางเรื่องเราก็ต้องเล่นเป็นบทพ่อแม่ที่มีหน้าที่ดูแลเลี้ยงดูลูกอย่างเต็มที่ แต่ในบางเรื่องของชีวิตลูก เราต้องเป็นเพื่อนของเขา ให้เขาเปิดใจกับเรา เพราะถ้าเด็กรู้สึกว่าคุยกับผู้ใหญ่ในบางเรื่องไม่รู้เรื่อง เขาก็จะไปคุยเรื่องนั้นกับคนอื่นแทน

อย่างไรก็ตาม แต่ละบ้านมีวิธีการเลี้ยงลูกไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ดังนั้นก็ขอเขียนวิธีการคร่าวๆไว้ตามนี้ครับ

แต่นอกจากการแก้ปัญหาเรื่องเด็กติดเกมแล้ว จริงๆ ในวิกฤติก็มีโอกาสอยู่ ถ้าเราทำอย่างถูกต้องอาจจะเปลี่ยนข้อเสียให้กลายเป็นข้อดีเลยก็ได้ ผมมีตัวอย่างผู้ปกครองเคสหนึ่งที่เคยพูดคุยกัน ที่เขาทำความเข้าใจเกม และเปลี่ยนลูกจากเด็กติดเกมให้เป็นคนที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องการเรียนของตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม และยังสนับสนุนให้ลูกเป็นนักกีฬา E-Sport ได้อีกด้วย

ตอนที่ 10: วิธีแก้ปัญหาผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องเกม

ถ้าคุณเป็นผู้ใหญ่ที่ยังรู้สึกว่าไม่เข้าใจเรื่องเกม ยินดีด้วยครับ คุณได้รับข้อมูลมากมายเกี่ยวกับเกมจากบทความนี้ไปแล้วครับ

สำหรับผู้ใหญ่ที่อยากจะทำความเข้าใจเรื่องเกมให้มากขึ้น

  • ลองเปิดใจและศึกษาเรื่องเกมเพิ่มเติม
  • พยายามทำความเข้าใจกับลูกให้มากขึ้น ไม่ว่าจะไปศึกษาเพิ่มเติม คุยกับลูก คุยกับเพื่อนลูก
  • เรื่องเกมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เราต้องพยายามผลักดันคนเล่นเกมให้ไปสู่ข้อดี และห่างไกลข้อเสีย
  • และถ้าคุณรู้สึกเข้าใจคนที่ชอบเล่นเกมมากขึ้น และเริ่มเห็นประโยชน์ของเกมมากขึ้น คุณสามารถช่วยให้เพื่อนๆที่มีลูกเหมือนกัน เข้าใจลูกๆมากขึ้นได้ ด้วยการแชร์บทความนี้ไปให้พวกเขา

สำหรับลูกๆที่อยากจะให้พ่อแม่เข้าใจเรื่องเกมมากขึ้น

  • ลองดูก่อนว่าทำไมพ่อแม่ถึงไม่เข้าใจเรื่องการเล่นเกม หรือจริงๆแล้วเขาเป็นห่วงอย่างอื่นหรือเปล่า เราต้องพยายามทำความเข้าใจพ่อแม่ให้ได้มากที่สุดก่อน
  • เราต้องลองพิจารณาตัวเราเองก่อนว่า เราทำหน้าที่ของเราดีแล้วหรือยัง ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์กับพระเจ้า เราได้ทำสิ่งสำคัญอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง
  • พยายามดึงข้อดีและประโยชน์จากการเล่นเกมให้พ่อแม่เห็นเป็นภาพชัดๆ และพูดคุยทำความเข้าใจกับพ่อแม่ให้เห็นภาพเรื่องเกมมากขึ้น หรือจะแชร์บทความนี้ไปให้อ่านด้วยเลยก็ได้

สุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณจะเป็นลูกที่อยากเล่นเกม หรือพ่อแม่ที่เป็นกังวลว่าลูกจะติดเกมเกินไปไหม อย่าลืมทำความเข้าใจกันให้มากๆ พยายามเรียนรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร มองเรื่องราวต่างๆยังไง เพราะหลายครั้งที่เราไม่เข้าใจกัน เพราะเราสื่อสารกันน้อย และไม่เข้าใจอีกฝ่าย ดังนั้นสื่อสารกันให้มาก และเปิดใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ มุมมองใหม่ พระเจ้าอาจจะนำพระพรเข้ามาในชีวิตผ่านมุมมองใหม่ของเราก็เป็นไปได้

ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านครับ

 

บทความ:  สิทธีร์ ธีรกุลชน
ออกแบบภาพ:  สิทธีร์ ธีรกุลชน 

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง