บทความ

ถึงเวลาจากไป (2 ทิโมธี 4:6-8)

เพื่อระลึกและอาลัยถึงผู้รับใช้พระเจ้า 2 ท่านที่ผมรักและเคารพ คือ อ. บ๊อบ สจ๊วต (มิชชั่นนารีของคณะเซาร์เทิร์นแบ๊บติสต์) และ ศจ. ดานิเอล จัง (ผู้ก่อตั้งและศิษยาภิบาลคริสตจักรอันติโอเกียแบ๊บติสต์) ซึ่งจากไปอยู่กับพระเจ้าในเวลาไล่เลี่ยกัน ผมรู้จักกับทั้งสองท่านและร่วมรับใช้ด้วยกันมาไม่น้อยกว่า 35 ปี แม้รู้ว่าไม่ช้าก็เร็ว เราทุกคนก็ต้องจากโลกนี้ที่เป็นบ้านชั่วคราว ไปอยู่บ้านถาวรที่แผ่นดินสวรรค์ แต่ก็อดใจหายและระลึกถึงท่านไม่ได้


พระวจนะตอนหนึ่งที่เหมาะสมอย่างมากเมื่อผู้รับใช้ของพระเจ้า “กลับบ้าน” คือ พระธรรม 2 ทิโมธี ซึ่งเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายของอัครสาวกเปาโล ถูกเขียนขึ้นเมื่อเปาโลถูกจำจองอยู่ในเรือนจำที่กรุงโรม เพื่อรอวันประหาร ประวัติศาสตร์บอกเราว่าเปาโลถูกประหารชีวิตราวปี ค.ศ. 68 ดังนั้นจดหมาย 2 ทิโมธีก็คงเขียนราวปี 67-68

ในบทที่ 4 ข้อ 6-8 เปาโลเขียนว่า

เพราะว่าข้าพเจ้ากำลังจะตกเป็นเครื่องบูชาอยู่แล้ว ถึงเวลาที่ข้าพเจ้าจะจากไป ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว ต่อแต่นี้ไปมงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้พิพากษาอันชอบธรรม จะทรงประทานเป็นรางวัลแก่ข้าพเจ้าในวันนั้น และมิใช่แก่ข้าพเจ้าผู้เดียวเท่านั้น แต่จะทรงประทานแก่คนทั้งปวงที่ยินดีในการเสด็จมาของพระองค์

ในพระคัมภีร์ตอนนี้เปาโลพูดถึงการตายด้วยคำที่น่าสนใจมาก คือ “ถึงเวลาที่ข้าพเจ้าจะจากไป” คำภาษากรีกของคำว่า “จากไป” (Departure) คือ ἀνάλυσις (อะนาลูซิส) คำนี้ถูกใช้ใน 4 กรณี ด้วยกัน

1) ใช้กับการ “การแก้เชือกที่ผูกโยงเรือเมื่อจอดเทียบท่า”

เพื่อให้เรือออกเดินทาง การตายจึงมีความหมายว่า “ปล่อยหรือการปลดสิ่งที่ผูกโยงคนนั้นๆ ไว้กับโลกปัจจุบัน เพื่อให้เขาเดินทางต่อไปยังปลายทางของเขา” สำหรับคนที่เชื่อพระเจ้าปลายทางของเขาก็คือสวรรค์ เพราะว่าเมื่อใครก็ตามที่ตัดสินใจต้อนรับพระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด คนๆ นั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า เป็นประชากรของแผ่นดินสวรรค์ นั่นคือปลายทางที่เขาจะเดินทางไป

พระเยซูได้บอกความจริงนี้กับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย” (ยอห์น. 14:2-3)

ปัญญาจารย์พูดในทำนองเดียวกันว่า “…เพราะมนุษย์กำลังกลับไปบ้านถาวรของเขา ส่วนผู้ไว้ทุกข์ก็เวียนไปมาตามถนน…” (ปญจ.11:5) คนที่เสียชีวิตคือคนที่ออกเดินทางจากโลกนี้ซึ่งเป็นบ้านชั่วคราวกลับไปยังบ้านถาวรของเขาซึ่งก็คือสวรรค์ “และผงคลีกลับเป็นดินอย่างเดิม และจิตวิญญาณกลับไปสู่พระเจ้าผู้ประทานให้มานั้น” (ปญจ. 11:7)

ดังนั้นในวันที่เราเสียชีวิต ความจริงก็คือเราได้แก้เชือกที่ผูกโยงเราไว้กับท่าเรือ (โลกนี้) รวมทั้งได้ถอนสมอเรือ เพื่อออกเดินทางสู่แผ่นดินสวรรค์

2) ใช้กับ “การถอนหมุดเต็นท์”

เพื่อเคลื่อนย้ายต่อไป ภาพพจน์นี้คล้ายๆ กับการถอนสมอเรือและเชือกที่ผูกโยงเรือไว้กับท่าเรือ คือ เมื่อทหารได้รับได้รับคำสั่งให้เคลื่อนย้าย พวกเขาจะถอนหมุดเต็นท์ที่ถูกใช้เป็นที่พักแรม เพื่อออกเดินทางไปตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา เมื่อชนชาติอิสราเอลอยู่ในระหว่างที่อพยพอยู่ในถิ่นทุรกันดาร เพื่อมุ่งไปยังแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ ก็ทำเช่นเดียวกัน คือ เมื่อได้รับสัญญาจากโมเสสให้ออกเดินทางต่อไป พวกเขาจะถอนหมุดเต็นท์และแก้เชือกที่ผูกโยงเต็นท์ เพื่อออกเดินทางต่อไป

เมื่อคำนี้ถูกนำมาใช้กับการเสียชีวิต ก็มีความหมายว่า หมดเวลาที่อยู่ที่เดิมแล้ว ถึงเวลาที่ต้องออกเดินทางต่อไปแล้ว

ดังนั้นการตายจึงเป็นการเก็บเต็นท์เพื่อออกเดินทางไปยังเป้าหมาย ซึ่งในประการที่หนึ่งได้บอกแล้วว่าคือสวรรค์ เป็นกฎของชีวิตที่เราจะไม่อยู่ที่เดิมตลอดชีวิต ในโลกนี้เราทุกคนเคยย้ายถิ่นฐาน บางคนอาจจะหลายครั้ง การย้ายแต่ละครั้งจะมีทั้งเหมือนเดิม ดีกว่าเดิม และแย่กว่าเดิม แต่ทุกคนจะมีการย้ายครั้งสุดท้าย คือ ย้ายออกจากโลกนี้เพื่อไปอยู่สวรรค์ ซึ่งรับประกันได้ว่าที่ใหม่ที่จะไปอยู่นั้นยอดเยี่ยมกว่าเดิม พระธรรมวิวรณ์ 21:15-27 ได้บรรยายถึงเมืองสวรรค์ไว้พอที่เราจะจินตนาการได้ นี่คือสถานที่ที่พระเจ้าได้จัดเตรียมไว้สำหรับบุตรของพระองค์

3) ใช้กับ “การปลดปล่อยจากคุก”

เปาโลผู้เขียนพระคัมภีร์ตอนนี้เคยติดคุก 2-3 ครั้งเพราะเหตุการประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ทุกครั้งที่ท่านถูกปล่อยตัวออกมา ท่านก็จะใช้คำว่า “อะนาลูซิส” ภาพพจน์นี้กำลังบอกว่าการตายคือการถูกปล่อยออกจากการควบคุมและการกักกันของ “กายโลก” หรือ “กายมตะ” ทุกคนที่ยังอยู่ในร่างกายของโลกก็ไม่ต่างอะไรกับการติดคุก เพราะในร่างกายของโลกเราถูกจำกัดบริเวณ (อยู่ได้ทีละที่ทีละแห่ง ขึ้นภูเขาสูงหรือลงใต้ดินได้ในระดับจำกัด) นอกจากนั้นยังมีความเหนื่อยล้าและความทรุดโทรมของร่างกาย

และอีกประการหนึ่งก็คือโรคภัยไข้เจ็บ คนที่ตายคือคนที่ได้รับการปลดปล่อยออกจาก “คุก” ซึ่งเป็นเรื่องน่าดีใจมากกว่าโศกเศร้าเสียใจ เพราะอะไรๆ ที่เคยควบคุมและพันธนาการเขาจะถูกปลดออกจากชีวิตของเขา คนที่ตายเป็นอิสระจากทุกสิ่งที่เคยควบคุมเขาไว้ มันไม่มีอิทธิพลใดๆ ในชีวิตของเขาอีกต่อไป “พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆ หยดจากตาของเขา ความตายจะไม่มีอีกต่อไป การคร่ำครวญ การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว” (วิวรณ์ 21:4)

4) ใช้กับ “การปลดแอก”

เป็นภาพพจน์ของสัตว์ใช้งานที่ต้องสวมแอกไว้บนคอ เพื่อไถนาและลากเกวียน เมื่อแอกถูกปลดจากคอของสัตว์เหล่านั้นก็หมายถึงการปลดภาระการงานออก เมื่อนำคำนี้มาใช้กับความตายก็หมายความว่า คนที่ตายคือคนที่ได้รับการปลดภาระงานการและความรับผิดชอบที่หนักอึ้ง ในวันนั้นไม่มีภาระอะไรที่เราต้องแบกอีก แต่เป็นเวลาที่จะได้รับการปลอบโยนและรับบำเหน็จรางวัล

การเตรียมตัวก่อนถึงวันที่จากไป

เพราะไม่ช้าก็เร็วเราทุกคนต้อง “จากไป” อยู่กับพระเจ้า ในที่นี้เปาโลได้ให้คำแนะนำไว้ 3 ประการเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการจากไป

“ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว”

“ต่อสู้อย่างเต็มกำลังความเชื่อ”

หมายถึงต่อสู้อย่างเต็มที่ ต่อสู้ในเรื่องอะไร? คำตอบคือเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตคริสเตียน เปาโลบอกว่าระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ เปาโล “เต็มที่” กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเป็นคริสเตียนของเขา ได้แก่

1) ในการรู้จักพระเยซู เปาโลใช้เวลา 3 ปีในอาระเบียเพื่อเรียนรู้จักพระเยซู เรียกได้ว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่รู้จักพระเยซูเป็นอย่างดี แต่กระนั้นเปาโลก็ยังบอกว่า “ข้าพเจ้าอยากจะรู้จักพระคริสต์”

2) ในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า เปาโลทุ่มเทชีวิตเพื่อรับใช้พระเจ้าอย่างเต็มที่ จะทุกข์ยากลำบาก จะถูกข่มเหง จะมีภัยอันตรายใดๆ ก็ตาม เปาโลก็ยังไม่ลดละหรือเลิกที่จะรับใช้พระเจ้า

3) ในการประกาศข่าวประเสริฐ ระยะทาง 20,000 กม. และทำทุกวิถีทางที่จะประกาศข่าวประเสริฐให้กับผู้คน ในจดหมายฉบับสุดท้ายนี้เปาโลบอกทิโมธีว่าให้กระตือรือร้นในการประกาศ ทั้งที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส

คำถามที่เราต้องถามตัวเองคือ
เราได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลังความเชื่อหรือยัง
ในวันที่เราจากไป เราหรือคนอื่นๆ จะพูดได้ไหมว่า
“…ได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลังความเชื่อแล้ว”

“ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุดแล้ว”

เปาโลมองชีวิตเป็นเหมือนการอยู่ในลู่วิ่งของนักกีฬาโอลิมปิกในสมัยโบราณ ทุกคนออกจากจุดสตาร์ท (ภูเขาโอลิมปัส) เพื่อวิ่งไปยังเส้นชัยตามที่ได้กำหนดไว้ โดยกำหนดเวลาไว้ว่าจะใช้เวลากี่วันหรือกี่ชั่วโมง แต่ระหว่างเส้นทางวิ่งนั้นมีอุปสรรคมากมาย (สัตว์ร้าย ภูเขาแม่น้ำ ทะเลทราย ป่า ฯลฯ) ใครก็ตามที่วิ่งไปถึงเส้นชัยในเวลาที่กำหนด คนนั้นจะได้รับรางวัล คนที่วิ่งไปไม่ถึงอาจจะหลงทาง อาจจะตายระหว่างทาง และอาจจะเสียเวลาจนเวลาหมดไปเสียก่อน ฯลฯ

การดำเนินชีวิตคริสเตียนก็เช่นกัน มีคนไม่น้อยที่ไปไม่ถึงเส้นชัย บางคนทิ้งการแข่งขัน บางคนหลงทาง บางคนวิ่งอย่างเชื่องช้า แต่เรื่องที่ทุกคนต้องตะหนักคือเวลากำลังเหลือน้อยลงๆ นั่นคือเวลาในชีวิตของเรา ซึ่งไม่รู้ว่าแต่ละคนจะหมดเวลาเมื่อไหร่

เปาโลหมายถึงอะไรเมื่อพูดว่า “ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด หรือ ข้าพเจ้าได้วิ่งมาถึงเส้นชัยแล้ว” คำตอบก็คือ ความเชื่อที่มั่นคงและเติบโตขึ้น ซึ่งใครต่อใครก็รับรองได้จนถึงเวลาที่เราต้องจากไป หรือพูดง่ายๆ คือ จากไปพร้อมกับความเชื่อที่เข้มแข็ง

ผมจำไม่ได้ว่าไปงานไว้อาลัยของใคร แต่ชอบข้อความที่เขียนไว้ในสูจิบัตร “อย่าเบื่อการมาโบสถ์ อย่าเบื่อการอ่านพระคัมภีร์ อย่าเบื่อการอธิษฐาน อย่าเบื่อการเป็นพยาน อย่าเบื่อการรับใช้พระเจ้า” นี่คือการจบที่สวยงามแบบคริสเตียน

“ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว”

คำว่า “รักษา” ในที่นี้หมายถึงปกป้องไว้อย่างดี ทะนุถนอมไว้ไม่ให้ชำรุดทรุดโทรม และคำนี้ยังหมายถึงมรดกที่ตกทอดไปถึงคนรุ่นต่อไป การรักษาความเชื่อไว้จนวันตายไม่ใช่เรื่องง่าย มีคนพูดว่าการเป็นคริสเตียนว่ายากแล้ว แต่การรักษาความเชื่อไว้จนวันตายยากกว่า การจะรักษาความเชื่อไว้นั้นเราต้องเด็ดเดี่ยวมาก เพราะตลอดชีวิตบางทีจะมีสถานการณ์บางอย่างเกิดขึ้นเพื่อท้าชวนให้เรา “ทิ้ง” และ “ทอด…ทิ้ง” ความเชื่อ

พี่น้องที่รัก ไม่ช้าก็เร็ว เราทุกคนจะมาถึง “เวลาจากไป” ซึ่งก็คือ “การถอนสมอเรือ” และ “การถอนหมุดเต็นท์” เพื่อออกเดินทางไปยังเป้าหมายปลายทาง “การปล่อยออกจากคุก” เพื่อพ้นจากพันธนาการมาสู่อิสรภาพ และ “การปลดแอก” เพื่อปลดเปลื้องจากภาระหนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะ “รอวันตาย” พระคัมภีร์แนะนำเราให้เตรียมพร้อม เพราะในวันนั้นจะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราได้เผชิญหน้ากับพระเจ้า คำแนะนำของพระคัมภีร์คือ “สู้เต็มที่” “แข่งขันจนถึงเส้นชัย” และ “รักษาความเชื่อไว้จนวันตาย”

 

บทความ:  ศจ. ดร. สมใจ รักษาศรี (D. Min., D.C.Ed.)
                  ศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งความเชื่อแบ๊บติสต์
                  ผู้อำนวยการสถาบันพระคริสตธรรมศึกษาออนไลน์เฟธ
                  ผู้อำนวยการสถาบันครอบครัวไทย
ภาพ: Kyle Van Alstyne on Unsplash
ออกแบบ: Nan Tharinee

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง