บทความ

ประกาศพระวจนะ…ทั้งในขณะที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส

ในจดหมายฉบับสุดท้ายของอัครสาวกเปาโลถึงทิโมธีศิษย์คนสำคัญและผู้นำของคริสตจักร ตอนหนึ่งเปาโลกำชับและหนุนใจทิโมธีว่า “ให้ประกาศพระวจนะ ให้ขะมักเขม้นที่จะทำการทั้งในขณะที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส ให้ชักชวนด้วยเหตุผล เตือนสติและตักเตือนให้อดทนอยู่เสมอในการสั่งสอน” (2 ทิโมธี 4:2)

คำที่น่าสนใจในข้อนี้คือคำว่า “โอกาส” หมายถึง “ความสะดวก สถานการณ์เอื้ออำนวย ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นใจ ไม่มีอะไรติดขัด” ในที่นี้เปาโลกำลังกำชับทิโมธีว่าไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร  สะดวก/ไม่สะดวก  สถานการณ์เอื้ออำนวย/สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย  ทุกอย่างเป็นใจ/ทุกอย่างไม่เป็นใจ  เรื่องที่ทิโมธีต้องจริงจังและกระตือรือร้นอยู่เสมอคือ การประกาศข่าวประเสริฐและการสั่งสอนพระวจนะของพระเจ้า

ในบทความนี้ผมขอนำเสนอรูปแบบการประกาศข่าวประเสริฐ 4 รูปแบบ เพื่อให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้สำหรับทุกคน โดยเฉพาะในเวลาที่ Covid-19 กำลังแพร่ระบาด และดูเหมือนสถานการณ์จะไม่เป็นใจเอาเสียเลย แต่การประกาศข่าวประเสริฐก็ยังต้องมีและต้องทำ

รูปแบบที่ 1 “อันดรูว์และฟีลิปสไตล์” (Andrew and Philip Style)

ยอห์น 1:40-46

การประกาศในรูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่ง่ายที่สุด เหมาะกับคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ ยังกล้าๆ กลัวๆ วิธีการก็ง่ายๆ ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน มีอยู่ 3 ขั้นตอนดังนี้

1. ไปบอกกับคนใกล้ชิด ในกรณีของอันดรูว์และฟีลิป ทั้งสองคนไปบอกคนใกล้ตัว อันดรูว์ไปบอกพี่ชาย (ซีโมน) ส่วนฟีลิปไปบอกเพื่อนสนิท (นาธานาเอล) เราทุกคนจะมีคนแบบนี้ในชีวิตแน่นอน ผลดีของการไปบอกคนใกล้ตัวคือ คนเหล่านี้รู้จักเราดี เขาย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่เราบอกเขานั้นจริงจังและสำคัญแค่ไหน ยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อคนเหล่านี้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา มันก็ยิ่งเป็นหลักฐานสนับสนุนสิ่งที่เราพูด

2. เรื่องที่บอกก็ไม่ซับซ้อนอะไร ทั้งสองคนบอกว่าได้พบใคร อันดรูว์บอกว่าได้พบพระเมสสิยาห์ ฟีลิปบอกว่าได้พบพระองค์ผู้ที่โมเสสกล่าวถึง พูดง่ายๆ ก็คือ พวกเขาได้พบพระเยซู เมื่อเราบอกคนใกล้ชิดเราก็จะบอกแบบเดียวกันคือ บอกให้เขารู้ว่าเราได้พบพระเยซูและพระองค์ทรงทำอย่างไรต่อชีวิตของเรา เช่น ที่มีความสุขเพราะมีพระเยซู ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเพราะพบพระเยซู ที่ให้อภัยได้… ที่ไม่โกรธ… ที่มีความเชื่อมั่น… ที่สำเร็จ… เพราะได้พบพระเยซู เป็นต้น

3. ชักชวน จะเห็นว่าทั้งเปโตรและนาธานาเอลไม่ได้เชื่อทันทีเมื่อได้ยินเรื่องราว พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกว่าเปโตรพูดอะไร แต่อันดรูว์พาเปโตรไปหาพระเยซู ส่วนนาธานาเอลแย้งว่า “สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ” (ข้อ 46) หมายถึงไม่น่าเชื่อ ไม่น่าเป็นไปได้ ตามที่ได้รับฟังมา แต่ฟีลิปก็ทำแบบเดียวกันอันดรูว์คือ เชิญชวนให้นาธานาเอลมาพิสูจน์ด้วยตนเอง

ในที่สุดทั้งซีโมนเปโตรและนาธานาเอลก็เชื่อพระเยซู เมื่อใช้วิธีการนี้เราอาจจะไม่ต้องอธิบายอะไรมากนัก (เพราะอาจจะยังไม่รู้ว่าจะอธิบายอะไร) แต่บอกเพียงแค่ว่าตอนนี้เราเป็นอย่างไร และชวนเขาให้มาดูมาเห็นด้วยตัวของเขาเอง

แบบที่ 2 “นิโคเดมัสสไตล์” (Nicodemus Style)

ยอห์น 3:1-15

วิธีนี้มีความซับซ้อนขึ้น คือ มีทั้ง การตอบคำถาม การอธิบาย และการยกตัวอย่าง วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่มีประสบการณ์บ้างแล้ว และมีความรู้ความเข้าใจในหลักข้อเชื่อของคริสตียนพอสมควร วิธีนี้ใช้ได้กับทั้งคนที่รู้จักกันและไม่รู้จักกัน แต่คนนั้นต้องมีความอยากรู้อยากเห็น ดังนั้นเขาจึงมักถามคำถามต่างๆ สิ่งที่เราต้องทำเมื่อต้องเป็นพยานกับคนแบบนิโคเดมัส

1. ยินดีและพร้อมที่จะตอบคำถาม เมื่อนิโคเดมัสมาหาพระเยซู ๆ รู้ว่าเขาต้องการรู้คำตอบของสิ่งที่เขาสงสัย มีคนมากมายที่สงสัยเรื่องราวของพระเยซู และคนที่ให้คำตอบดีที่สุดก็คือคนที่เชื่อวางใจในพระเยซู (นี่คือเหตุผลที่เราต้องเรียนพระคัมภีร์ ไม่เพียงเพื่อเราจะเติบโตขึ้นฝ่ายวิญญาณเท่านั้น แต่เพื่อจะมีคำตอบสำหรับคนที่มีข้อสงสัย)

2. คำตอบของพระเยซูที่ให้นิโคเดมัสเป็น คำตอบในเชิงเหตุผล (ไม่ใช่คำตอบแบบเลื่อนลอย หรือคำตอบแบบงมงาย) และยังเป็นคำตอบที่ชวนให้คิดตามและติดตาม “…ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้” คำพูดนี้ทำให้นิโคเดมัสคิดและรู้ในแบบ “เหตุผล” ว่าหมายถึงอะไร แต่มีคำถามต่อมาว่า “แล้วจะเป็นไปได้อย่างไร” (ข้อ 4) คือเข้าใจสิ่งที่พูด แต่เชื่อมโยงกับความเป็นจริง หรือ “Apply” ไม่ได้

3. อธิบายเพิ่มเติม พระเยซูตอบคำถามพร้อมอธิบายเพิ่มเติมในข้อ 5-8 ดังนี้ เกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง เกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ พระเยซูตรัสเช่นนี้เพราะรู้ว่านิโคเดมัสเชื่อว่าคนเราไม่ได้มีแค่เนื้อหนัง แต่มีวิญญาณด้วย พระเยซูทรงยกตัวอย่างลมพัด มันจะพัดไปที่ไหนก็เป็นไปตามใจของมัน ไม่มีใครเห็นตัวของมันแต่รู้ การบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นแบบเดียวกัน คือ อาจจะไม่เข้าใจ แต่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หมายถึงไม่จำเป็นต้องเข้าใจอย่างละเอียดยิบ แค่พอรู้ก็พอแล้ว เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นงานของพระเจ้า

4. เมื่อเห็นว่านิโคเดมัสต้องการจริงๆ “เหตุการณ์นี้จะเป็นไปอย่างไรได้” พระเยซูตอบทันทีว่า คนที่วางใจในบุตรมนุษย์จะรอด (ข้อ 13-14) คือ เชื่อในพระเยซูเท่านั้นจึงจะเป็นไปได้

สิ่งที่ต้องจำไว้เสมอเมื่อจะใช้วิธีการประกาศในรูปแบบนี้

  • อย่าเบื่อที่จะตอบคำถาม แต่ต้องตอบอยู่ในกรอบของการเป็นพยาน
  • ต้องอดทนกับความไม่เข้าใจ ความสุภาพเป็นสิ่งสำคัญ
  • ต้องมีคำอธิบายที่สามารถเข้าใจได้ง่าย
  • ต้องมีตัวอย่างประกอบ
  • ต้องทิ้งท้ายให้เขาคิดและท้าทายให้ตัดสินใจ

แบบที่ 3 “หญิงสะมาเรียสไตล์” (Samarian Woman Style)

ยอห์น 4:1-26

วิธีนี้คล้ายกับแบบที่ 2 คือ มีการตอบคำถามและอธิบายเพิ่มเติม แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างกันไปบ้าง

1. ใช้กับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หรือเพิ่งพบกัน หรือเพิ่งรู้จักกัน ดังนั้นจึงต้องมี การสร้างความประทับใจ พระเยซูทรงเริ่มต้นโดยการแสดงความเป็นกันเอง ไม่ถือเนื้อถือตัว “ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง” (ข้อ 7) เพราะปกติคนยิวและคนสะมาเรียไม่ถูกกัน จึงไม่ติดต่อสื่อสารกัน แม้กระทั่งเดินผ่านดินแดนสะมาเรียคนยิวก็ปฏิเสธ (ถือว่ามีอคติรุนแรงมาก) ยิ่งกว่านั้น ปกติผู้ชายจะไม่ทักทายผู้หญิงก่อน ไม่ขอความช่วยเหลือจากผู้หญิง การทำเช่นนี้ของพระเยซูจึงดึงดูดความสนใจของหญิงชาวสะมาเรียมาก

2. เริ่มต้นจากเรื่องทั่วๆ ไปก่อน พระเยซูทรงชวนคุย โดยเริ่มจากเรื่องที่อยู่ตรงหน้าคือ “การตักน้ำ” แต่สิ่งที่สำคัญคือ การพูดคุยกันก็เพื่อนำไปสู่เรื่องฝ่ายวิญญาณ คือ จากน้ำธรรมดาในบ่อน้ำของยาโคบ กลายเป็น น้ำธำรงชีวิต (Living water) ดังนั้นถ้าตั้งใจจะเป็นพยาน ต้องหา “ช่อง” ที่จะดึงเข้าสู่เรื่องฝ่ายวิญญาณ แต่ต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่เช่นนั้นคนจะหาว่าเราเสียสติหรืองมงาย

3. อาจจะเปลี่ยนจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง ผู้หญิงสะมาเรียจะเปลี่ยนเรื่องคุยอยู่ตลอดเวลา จากน้ำเป็นไปเรื่องผัว และเป็นเรื่องสถานที่นมัสการ ต่อมาก็เป็นเรื่องพระเมสสิยาห์ และถ้าจะสังเกต ทุกเรื่องก็เป็นแต่ “เชิงลบ” ทั้งสิ้น แต่จะเห็นว่าไม่ว่าจะเปลี่ยนไปเรื่องไหน พระเยซูก็จะพูดคุยและนำกลับมาสู่เรื่องฝ่ายวิญญาณ พร้อมกับการหนุนใจและแก้ความเข้าใจผิด

4. เมื่อโอกาสเปิด พระเยซูทรงบอกกับหญิงสะมาเรียว่า พระองค์คือพระคริสต์

ขั้นตอนของวิธีนี้คือ

  • สร้างความประทับใจ เช่น แสดงความรัก ให้ความช่วยเหลือ ฯลฯ
  • ชวนพุดคุย โดยเริ่มจากเรื่องทั่วๆ ไปที่อยู่ตรงหน้า ที่เขาสนใจ ฯลฯ
  • ดึงเข้าสู่เรื่องฝ่ายวิญญาณ ตอบคำถาม
  • เชิญชวน

แบบที่ 4 “เปาโลสไตล์” (Paul Style)

กิจการ 22:1-21

วิธีนี้ใช้ได้กับ คนที่รู้จักกันและไม่รู้จักกันก็ได้ บางทีโอกาสมาถึงเพราะมีคำถามเกิดขึ้น เช่น พ่อแม่เป็นคริสเตียนหรือเปล่า นับถือมาตั้งแต่กำเนิดไหม? เป็นต้น วิธีการนี้มีอยู่ 3 ขั้นตอนคือ

1. บอกเล่าถึงชีวิตก่อนมาเป็นคริสเตียน เปาโลเล่าให้ฟังว่าก่อนที่จะมาเป็นคริสเตียนชีวิตของเขาเป็นอย่างไร (ข้อ 3-5) เกิดที่ไหน เรียนหนังสือที่ไหน คิดและรู้สึกอย่างไรต่อเรื่องพระเจ้า อาจจะยกตัวอย่างพฤติกรรมบางอย่างที่เราเคยทำสมัยที่ยังไม่เชื่อในพระเยซู

2. บอกเล่าว่ามาเป็นคริสเตียนได้อย่างไร อะไรคือเหตุผลสำคัญที่มาเป็นคริสเตียน เปาโลเล่าว่าอะไรเป็นชนวนเหตุให้มาเชื่อพระเจ้า (ข้อ 6-16) จะเห็นว่าเปาโลอธิบายรายละเอียดพอสมควร เพื่อผู้ฟังจะเห็นภาพว่า ณ ขณะนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นแต่ละคนจะต้องเล่าเรื่องราวของตนเองว่าทำไมตัดสินใจเชื่อพระเจ้า (ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลย) ข้อสำคัญเวลาเล่าประสบการณ์ต้องเล่าให้สมจริงสมจริง ให้น่าเชื่อถือ

3. ชีวิตหลังจากมาเชื่อพระเจ้าแล้วเป็นอย่างไร เปาโลเล่าให้ฟังว่าเขาเปลี่ยนจากผู้ข่มเหง คริสเตียนมาเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ (ข้อ 17-21) เราก็ต้องบอกให้ผู้ฟังของเรารู้ว่าชีวิตของเราเป็นอย่างไรบ้างหลังจากที่เชื่อพระเจ้า โดยการเปรียบเทียบกับชีวิตก่อนมาเชื่อพระเยซู อาจจะยกตัวอย่างเป็นเรื่องๆ

การเป็นประกาศข่าวประเสริฐด้วยวิธีนี้อาจจะใช้เวลาเพียง 5-10 นาทีเท่านั้น ดังนั้นเราต้องฝึกเขียนสิ่งที่เราจะเป็นพยานใน 3 ประเด็นนี้ แล้วฝึกพูด ฝึกนำเสนอ เมื่อเราใช้บ่อยๆ เราจะคล่องขึ้น

สรุป

การประกาศข่าวประเสริฐ เป็นงานรับใช้ของทุกคนที่เป็นคริสเตียน การประกาศข่าวประเสริฐเป็น พระมหาบัญชาขององค์พระเยซูคริสต์ คริสเตียนทุกคนคือ “ทูต” ของพระคริสต์ที่มีหน้าที่ในการนำข่าวดีของพระเจ้าไปถึงทุกคนที่ยังไม่เคยได้ยินและนำเขามาถึงความรอด การไม่ประกาศข่าวประเสริฐเป็นการขัดขืนพระประสงค์ของพระเจ้า คริสตจักรที่ไม่ประกาศข่าวประเสริฐในที่สุดจะตาย

การประกาศข่าวประเสริฐไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่เรารู้สึกว่ายากเพราะซาตานคอยบอกกับเราว่า “ยาก” หรือ “เป็นไปไม่ได้” แต่สำหรับพระเจ้าแล้วเป็นเรื่องที่ไม่ยากหรือเป็นไปไม่ได้ เพราะเราแค่ “ปลูก” และ “รดน้ำ” แต่พระเจ้าเป็นผู้ทำให้เติบโตขึ้น

บทความ:  ศจ. ดร. สมใจ รักษาศรี (D. Min., D.C.Ed.)
                  ศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งความเชื่อแบ๊บติสต์
                  ผู้อำนวยการสถาบันพระคริสตธรรมศึกษาออนไลน์เฟธ
                  ผู้อำนวยการสถาบันครอบครัวไทย
ภาพ:  Dahiana Waszaj on Unsplash
ออกแบบ:  Nan Tharinee

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง