บทความ

เปิดชีวิตครอบครัว ‘วินนี่ และ ฮีโร่’ สองพี่น้องศิลปินรุ่นจิ๋ว กับเรื่องราวการเปิดทางของพระเจ้าให้สร้างผลงานระดับประเทศ

ถ้าถามว่า แบรนด์เคสิยาห์มาถึงทุกวันนี้ได้ยังไง
เราคิดว่าอย่างแรกคือความรัก ความรักขจัดความกลัวออกไป
พอเราสัมผัสความรักจากพระเจ้า เราจะไม่กลัว
พอลูกสัมผัสความรักจากเรา ลูกก็จะไม่กลัว
พอไม่กลัวก็จะเกิดความกล้าหาญที่มีพลัง
ให้เราทำอะไรหลายๆ อย่างได้
อีกอย่างครอบครัวต้องมีชีวิตที่ใกล้ชิดพระเจ้า
ถ้าเรารู้จักพระเจ้าของเรา เราก็กล้าที่จะเชื่อ
ถ้าเรารู้จักพระเจ้าที่เราเชื่อ เราจะไม่หวั่นไหวไม่ว่าจะต้องเจออะไร”

ChristLike มีโอกาสเดินทางไปจังหวัดตรัง และได้นั่งสนทนากับครอบครัวพ่อแม่ลูกสองที่น่าประทับใจ

วินนี่ – เด็กหญิงเคสิยาห์ ชุมพวง ศิลปินผู้น้องที่วาดภาพแนว Abstract วัย 8 ปี

ฮีโร่ – เด็กชายวจนะ ชุมพวง ศิลปินผู้พี่ที่วาดภาพแนว Impressionism วัย 9 ปี

คุณโพ-กรกมล ชุมพวง และ คุณโก้-ยุภวัลย์ ย่องภู่ พ่อแม่คู่รักนักกฎหมายที่มีลูกเป็นศิลปิน

จุดเปลี่ยนโลกทัศน์ใหม่ในการรับใช้ และกำเนิดศิลปินวัย 2 ขวบ

จำได้ว่าปี 56 พระเจ้าส่งสัญญาณอะไรบางอย่างที่จะเรียกให้มารับใช้ ก็เลยอธิษฐานกับพระเจ้าว่า อยากจะมีประสบการณ์ร่วมรับใช้กับมิชชันนารีสักครั้ง เพราะเราอยากจะได้แนวคิดสากลที่จะรับใช้พระเจ้า แล้วพอปี 58 พระเจ้าก็ส่งครอบครัวมิชชันนารีมาช่วยสร้างเราจริงๆ

คือคิดพื้นๆ ว่า ถ้าเรามีลูก เราก็อยากให้ลูกเราใช้ภาษาอังกฤษได้ พี่ก็อธิษฐานขอให้มาเป็นครอบครัว แล้วก็ให้มีลูกสามารถเล่นดนตรีได้ พระเจ้าก็ส่งมิชชันนารีลูกสี่มาให้จากอเมริกา รุ่นเท่าๆ กับเราเลย

พอได้ฝรั่งมาเป็นพี่เลี้ยงก็คิดอีกว่า แล้วจะสอนพระคัมภีร์ยังไง มีปัญหาเรื่องภาษาไหม คือเราก็ไม่เก่งภาษา แต่พระเจ้าก็ดีกับเรามากเลย ก่อนที่มิชชันนารีจะมาพบเรา เขาถูกส่งไปจังหวัดลพบุรีซึ่งเป็นโรงเรียนสอนภาษาไทยสำหรับมิชชันนารีอยู่ 7 ปี จนเขาพูดคล่อง สรุปก็คือพูดไทยได้เขียนได้

แล้วอีกสิ่งที่เป็นพระพรสำหรับลูกเราก็คือ ลูกของมิชชันนารี พี่ชายคนโต เขาชื่อพีเจ ห่างจากฮีโร่ลูกชายคนโตของเราประมาณ 4 ปี เขาเป็นคนชอบงานศิลปะ รักงานศิลปะ มีสมุดเล่มหนึ่งก็นั่งสเก็ต วาดรูปตลอดเวลา เจออะไรก็วาด
คือครอบครัวของคุณพอล มิชชันนารี เขาจะเดินทางไปสอนพระคัมภีร์ตามที่ต่างๆ ช่วงเวลาที่สอนพระคัมภีร์ พวกเด็กๆ ก็จะนั่งอยู่ด้วย มีพี่พีเจคอยนั่งวาดรูป แล้วฮีโร่สองขวบกว่าๆ ก็เดินตามหลัง ก็จะเห็นพี่พีเจวาดรูป ไปตรงไหนก็วาด แล้วฮีโร่เขาชอบนะ เขาก็เลยนั่งดู

แล้ววันหนึ่งพอเขาอยากวาดขึ้นมา เราก็คิดว่าจะให้วาดด้วยสีอะไรดี ถ้าเป็นสีอะครีลิค เราก็กังวลว่าสองขวบกว่าเองจะไหวไหม ขี้เกียจซัก ซักไม่ออก คิดแค่นั้น แต่ถ้าสีน้ำจะล้างง่าย ก็เลยซื้อสีน้ำกับกระดาษมาให้ลูกลองวาด

เรียนรู้การสร้างงานจากการทรงสร้างและธรรมชาติ

ทีนี้ก็คิดต่อว่า ฮีโร่จะเริ่มวาดจากอะไรดี ด้วยความที่เราเล่าพระคัมภีร์ให้เขาฟังประจำ เรื่องพระเจ้าสร้างโลก ปฐมกาลท้องฟ้ากับน้ำ พระเจ้าแยกฟ้าแยกน้ำ อะไรแบบนี้ แล้วสิ่งสำคัญคือเราอยู่ที่ตรัง อยู่สิเกา ซึ่งอยู่ติดทะเล ฟ้าสวย ต้นไม้สวย รูปของเขาส่วนมากเลยก็จะเป็นแต่ฟ้า แล้วเราก็จะพาฮีโร่ดูท้องฟ้า ฮีโร่ก็จะใส่สีฟ้าตามจินตนาการของเขา ธรรมชาติเป็นครูที่ดีที่สุด

แล้วพอวาดเสร็จ ฮีโร่ก็อยากจะเอาไปอวดคุณพอล ตอนนั้นยังตัวเล็กนิดเดียวแต่ฮีโร่เก็บทุกรูป ถือไปเป็นแฟ้มเยอะมากเลย เพราะว่าวันนึงวาดหลายรูป พอครอบครัวมิชชันนารีได้ดู ก็สายอวยไส้แตกคือชมกันใหญ่โตมาก โอมันสวยมาก มันยิ่งใหญ่มาก ฝรั่งอะ นี่เป็นข้อดีของเขาเนอะ คือเขาจะหนุนใจมากๆ มากเบอร์สุด แล้วลองคิดดู เด็กตัวแค่นี้สองขวบกว่าได้รับคำชมขนาดนั้น เขาก็กลับมาวาดใหญ่เลย มีกำลังใจ วาดไม่หยุดเพื่อที่จะให้คุณพอล ให้พี่พีเจ ให้ภรรยาคุณพอลดู

ถ้าเป็นแต่ก่อน ตามวิธีคิดเดิมๆ ของครอบครัวเราก็คือ ลูกวาดรูปหรอ โอเคก็วาดไป แต่เราไม่ได้เก็บหรอก มันไม่ได้สำคัญอะไร แต่พอว่าเราได้เห็นแบบอย่างของมิชชันนารีที่ใส่ใจในความรู้สึกของลูก พอลูกเขาทำอะไรมา เขาจะเก็บไว้เป็นไฟล์ให้ เขาจะสะสมผลงานให้ลูกตลอด มันเลยทำให้ครอบครัวเราได้รับอิทธิพลมาด้วย

งานรับใช้ที่สำคัญคือการทำหน้าที่ในครอบครัวให้ดีที่สุดก่อน

ครอบครัวคุณพอลทำ Home School คือพ่อแม่สอนลูกเอง ภรรยาก็จะสอนคณิต วิทยาศาสตร์ สังคม อะไรพวกนี้ แต่สามีจะทำหน้าที่สอนพระคัมภีร์ เป็นวิชาพระคัมภีร์ตั้งแต่เด็กตัวเล็กๆ เราก็ได้เห็นว่าเขาเป็นคริสเตียนตัวจริงเสียงจริง เปลี่ยนมุมมองเราเหลายอย่าง เขาบอกกับเราอย่างหนึ่งว่า งานรับใช้ที่สำคัญคือ การทำหน้าที่ในครอบครัวที่ดีที่สุดให้ได้ก่อน

เพราะว่าครอบครัวเป็นคริสตจักรแรกของชุมชนที่พระเจ้าตั้ง ดังนั้นทำยังไงให้พระคริสต์เป็นศีรษะของครอบครัว
ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่กับครอบครัว นี่คือหลักที่เราได้เห็นจากครอบครัวของมิชชันนารี

แล้วหลังจากนั้น พระเจ้าก็เริ่มเรียกเรา จากที่เรามีมิชชันนารีมาเป็นพี่เลี้ยง มาเทศนาใน Home Church ของเรา ส่วนวางตัวเป็นผู้สนับสนุน เพราะไม่อยากจะอยู่แถวหน้า ไม่อยากออกรบ พระเจ้าคงให้เราเป็นผู้ส่งเสบียง

แต่ปรากฏว่าวันหนึ่ง พระเจ้ากลับเรียกเราให้ออกมาอยู่แนวหน้า อยู่ๆ พระเจ้าก็เอามิชชันนารีกลับประเทศแบบไปไม่บอก ทีนี้พวกพี่ก็เลยอยู่ข้างหลังไม่ได้แล้ว ต้องออกมาข้างหน้า 555

ฮีโร่เริ่มเป็นที่รู้จักและเข้าสู่วงการแสดงงาน

ตอนนั้นเริ่มมี Facebook ก็มีคนแนะนำให้เราสมัครเพื่อเป็นโปรไฟล์ให้กับฮีโร่ แล้วก็เราก็เลยถ่ายรูปผลงานของเขาลงไป เราเริ่มไปขอเป็นเพื่อนกับศิลปินคนอื่นๆ โดยเฉพาะในจังหวัดตรัง แล้วก็ค่อยๆ ขยายไปทั่วประเทศ จนตอนนี้ก็ขยายแวดวงไปทั่วโลก

หลังจากนั้น มีการแสดงงาน Street Arts เราก็ไปเดินดู พาลูกไปทั้งสองคนเลย แล้วพอผู้จัดกับอาจารย์มาเจอ ก็มาบอกเราว่า จะให้ฮีโร่เอางานมาแสดง เราจึงได้ไปแสดงงานครั้งแรกที่ตรังนี่แหละ ซึ่งงานนี้ทำให้ผู้คนเริ่มรู้จักฮีโร่ ตอนนั้นลูกอายุประมาณ 4-5 ขวบ
จากนั้นก็เริ่มสร้างงานมากขึ้น ปีต่อมาก็ได้ไปแสดงงานที่ร้านกาแฟ ซึ่งเป็นร้านที่รับรองแขกบ้านแขกเมือง ชื่อร้านกวนนิโต้ ทำให้หลายคนรู้จักฮีโร่มากขึ้นเรื่อยๆ

ตอนนั้นวินนี่ก็เริ่มวาดรูปด้วย เราก็พยายามให้เขาวาด แต่เหมือนยังจับทิศทางของตัวเองไม่ได้ แต่พอลองย้อนกลับมาดูดีๆ ใน Facebook จะเห็นว่าวินนี่ชอบวาดแนว Abstract ตั้งแต่เด็กเลย คือเขาอาจจะทำมาถูกทางแล้ว แต่ด้วยความที่เราไม่มีความรู้เรื่องงานศิลปะ ก็เลยไม่ได้เก็บอะไรไว้

วินนี่เริ่มค้นพบตัวตน

วันหนึ่ง หอศิลป์อันดามัน จ.กระบี่ ได้เชิญให้ไปร่วมเวิร์คช้อปในงานศิลปินแห่งชาติสัญจร มีศิลปินแห่งชาติมาประมาณ 30 กว่าท่าน ในงานนั้นฮีโร่ก็ทำงานอยู่ เราก็ไม่อยากให้วินนี่มากวน แต่วินนี่ก็อยากเข้ามามีส่วนร่วม เราจึงแอบเอาเฟรมที่เขาเตรียมไว้สำหรับคนที่เชิญมา เอามาให้วินนี่ วินนี่ก็เลยใช้แล้วสีของฮีโร่ที่วางอยู่วาดไปด้วย พอวาดเสร็จ ทางผู้จัดคณะกรรมการเขาไม่รู้ว่าวินนี่ถูกเชิญหรือไม่ ก็เลยเก็บงานของทั้งคู่ไป

ทีนี้ในงานนั้น นอกจากเป็นงานเวิร์คชอปแล้ว ยังเป็นงานประกวดด้วย เราไม่รู้ว่ามาก่อนว่าจะมีการตัดสิน ซึ่งถ้ารู้ก่อนก็คงไม่พาไปอยู่แล้ว เพราะเราไม่ใช่สายเอาลูกไปประกวด แต่กลายเป็นว่ามีการประกวดด้วย
พอถึงการตัดสิน เราก็เอาแล้ว.. เดี๋ยวพอเด็กมันไม่ได้รางวัล อย่างนี้เราคงต้องไปหาซื้อของปลอบใจแล้ว ตอนนั้นก็แอบลุ้นนะ รางวัลชมเชยก็ยังดี เพราะตอนนั้นวินนี่อนุบาล 3 เอง แล้วแข่งในระดับประถม ฮีโร่ก็แค่ป.1 เอง พี่คนอื่นเขาระดับ ป. 4 ป. 5 กันหมด แถมรูปก็สวยกันหมดเลย

วันนั้นวินนี่วาดสวนเอเดนสีฟ้า ตอนประกาศรางวัลก็ลุ้นว่าขอรางวัลชมเชยก็ได้นะพระเจ้า พอประกาศชมเชยก็ไม่มี เหรียญทองแดงผ่านไปก็ไม่มีอีก พอถึงเหรียญเงิน อ้าวชื่อวินนี่มา วินนี่ได้เหรียญเงิน ก็ดีใจมาก ทีนี้ต่อไปคิดหนักแล้วฮีโร่ล่ะ ปรากฏว่าสุดท้าย ฮีโร่ได้เหรียญทอง กลายเป็นว่า สองพี่น้องได้รางวัลทั้งคู่เลย

คือวินนี่กับการลงเฟรมครั้งแรกในชีวิตแล้วได้เหรียญเงินเลย ถือเป็นพระคุณพระเจ้าจริงๆ พี่ก็ไปถามศิลปินแห่งชาติว่า ลูกสาวเราได้เหรียญเงินมา เป็นไปได้อย่างไร มันคืองานแบบแนวไหน เขาบอกว่ามันเป็นงานแนว Abstract ส่วนของฮีโร่เป็นแนว Impressionism

เคยมีคนบอกว่า งานของวินนี่คล้ายกับงานของ Jackson Pollock เจ้าของผลงาน Abstract ราคาหลักพันล้าน เป็นศิลปินชื่อดังระดับโลก

จากนั้น เวลามาแสดงงานจะได้แสดงคู่แล้ว เพราะเมื่อก่อนฮีโร่ไปแสดงแล้วมีคนมาขอถ่ายรูปกับฮีโร่ เราต้องบอกวินนี่ว่าให้ออกไปก่อน ซึ่งมันทำร้ายความรู้สึกเขา แต่พอตอนนี้วินนี่เริ่มมีตัวตนแล้ว เขาก็เริ่มสร้างงานขึ้นมาเยอะขึ้นๆ

แล้วก็มีงานแสดงที่ได้ประกาศเรื่องพระเจ้า ร่วมกับครอบครัวมิชชันนารี ฮีโร่ก็ได้ไปร่วมแสดงด้วย แล้วต่อมา ลูกเราก็ได้แสดงงานเดี่ยวทั้ง 2 คนที่หอศิลป์จังหวัดตรัง จากนั้นร้านต่างๆ ที่อยากดึงแขกมา เขาก็เริ่มเอางานเราไปแสดงหลายๆ ที่

จากการวาดภาพ สู่เส้นทางงานสายแฟชั่น

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของวินนี่ก็คือ วินนี่เขาเป็นคนชอบแฟชั่น ชอบถ่ายรูป ชอบโพสต์ท่าถ่ายรูปตั้งแต่ตัวเล็กๆ เวลาใครถามว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร วินนี่บอกอยากเป็นซูเปอร์โมเดลตั้งแต่ยังพูดไม่ชัดเลย วินนี่บอกว่าอยากใส่เสื้อผ้าลายงานของตัวเองตั้งแต่ 5 ขวบได้ แล้วสิ่งที่ลูกพูดมา แม่มันก็เยอะ 555 ลูกพูดมาเบาๆ แต่แม่เอาจริง

เราจึงโทรหาโรงงานให้สั่งพิมพ์ลายผ้าภาพที่ไปแสดงงานที่ต่างๆ โทรเยอะมากแต่ไม่ได้สักทีก็เริ่มถอดใจ จนคิดว่าเดี๋ยวโทรเบอร์สุดท้ายแล้ว ถ้าไม่ได้อีกก็จะพอล่ะ ปรากฎว่าโทรติดคุณแม็ค ซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานใหญ่ที่พิมพ์ให้ดิสนีย์ พิมพ์ให้ยูนิโคล ฟลายนาว อะไรพวกนั้น

ตอนนั้นคุณแม็คกำลังไปญี่ปุ่น จึงได้นัดมาเจอกันตอนเขากลับมา เขาบอกให้เอางานของเด็กมาดูด้วย พี่ก็เอาไป พอเขาเห็นแล้วก็ตกลงว่าจะพิมพ์ให้ โดวครั้งแรกพิมพ์ประมาณ 30 ลายได้ ลายละสองหลา สามหลา ซึ่งปกติไม่มีใครทำให้แน่ๆ เพราะว่ามันไม่คุ้ม

วันแรกที่ได้ผ้ามา พี่นั่งมึนอยู่บนกองผ้าประมาณ 20-30 ลาย แบบมันเยอะมาก แล้วเราจะเอาไปทำอะไรต่อดี จะตัดให้วินนี่ใส่เล่นๆ ก็ไม่ใช่ แล้วคุณแม็คโทรมาจากญี่ปุ่นพอดี เขาบอกสิ่งที่เราต้องทำเป็นสเต็ปเลย … 1) คุณต้องทำแบรนด์ให้ลูกคุณ 2) คุณต้องเริ่มขายผ้า ออกงาน ต้องไปแสดงงาน อะไรแบบนี้ แล้วคุณจำไว้นะ เวลานี้เป็นช่วงทองที่สุดของลูกคุณ ถ้ามาอายุ 16 นี่ผมไม่รับนะ แต่นี่เพราะเขา 5-6 ขวบ ผมถึงทำให้

เขาก็ใจดีบอกให้หมดเลยว่าต้องทำอะไร เราก็จดไป ทำตามไป หลังจากนั้นก็มีคนแนะนำบอกว่าให้ไปแสดงงาน เลยจำได้ว่ามีรุ่นพี่คนหนึ่งอยู่กรมส่งออก เราจึงโทรไปหาเขาแล้วบอกว่าอยากไปแสดงงาน เขาก็ถามว่าแล้วจะเอาอะไรมาขาย มีสินค้ายัง เราบอกว่ายังไม่มีอะไรเลย มีแค่ผ้าลายของลูกแค่นั้นล่ะ เขาบอกให้ส่งรูปมาส่งโปรไฟล์มา เดี๋ยวเขาจะปริ้นท์ใบสมัครส่งให้

พอเขาเอาไปเสนอให้ ปรากฏว่าแล้วผ่าน เราก็โทรหาคุณแม็คเลย ถามว่าแล้วต้องทำไงต่อ แกก็พิมพ์ลายผ้าให้แล้วหาโรงงานตัดเย็บให้ ชุดละ 3-4 ตัว ให้ได้มีไปขาย จนในที่สุดพวกเราก็ได้ออกงาน งานใหญ่ประจำปีของการส่งออกเลย

ผู้ประกอบการที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์งานแสดงสินค้า Style Bangkok 2562

จริงๆ งานนี้เขาห้ามเด็กเข้า ต่ำกว่า 15 หรือ 18 ไม่แน่ใจ เพราะว่าเป็นงานที่ต้องเจรจากับต่างประเทศ ห้ามเด็ก ห้ามสัตว์เลี้ยง เราเลยต้องไปขอกับผู้อำนวยการจัดงาน บอกว่าลูกเราที่เป็นผู้ประกอบการตอนนั้น อายุ 7 ขวบ 8 ขวบ คือบอกว่าที่มางานนี้ก็เพื่อสิ่งนี้ ถ้าเข้าไม่ได้พวกพี่ก็ไม่รู้จะมาทำไม เขาก็เลยออกบัตรผู้ส่งออกให้ กลายเป็นผู้ส่งออกตัวเล็กสองคนเดินวนเวียนอยู่ในงาน

แล้วหลังจากนั้นสื่อมวลชนต่างๆ ก็มาสัมภาษณ์ เพราะว่าเป็นลูกเราผู้ประกอบการที่อายุน้อยที่สุดในการแสดงงาน ก็ดีใจมากเลย บางสื่อมาไลฟ์สดที่ร้าน แล้วหลังจากนั้นผู้สื่อข่าวก็ส่งกระจายข่าวไปหลายสำนักมาก ทั้งสื่อในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น NHK , Channel News Asia , Singapore Channel , ThaiPBS , ไทยรัฐ , ช่อง7 , นิตยสารแพรว , The Cloud ฯลฯ

 

พลังแห่งคำอธิษฐานที่เปิดทางอย่างเกินเข้าใจ

เราจะพาลูกอธิษฐานทุกวันนะ ให้เขามีความเชื่อและได้มีประสบการณ์กับพระเจ้า บอกลูกว่าต้องอธิษฐานนะลูก ถ้าหนูอยากไปแสดงงาน อยากไป Style Bangkok หนูต้องอธิษฐาน เด็กๆ ก็พากันอธิษฐานว่าให้ได้ไป พอได้ไปเสร็จ ก็อธิษฐานอีกขอให้ได้สินค้ามาขาย แล้วก็ขอให้ขายของได้

พอถึงวันงานจริง แต่ละวันก็ต้องแบบทั้งอธิษฐานทั้งลุ้นให้ขายได้ มีอาจารย์คนหนึ่ง เป็นคนที่สร้างแบรนด์ให้ของกรมการค้าระหว่างประเทศ ท่านดังมาก พอเดินเข้ามา แล้วก็มายืนเกาะอกดู นี่ขายอะไร แบบงงมาก 555 เราก็รู้แล้วถ้าพูดอะไรมากไปโดนด่าแน่เลย ก็ยอมรับตรงๆ ว่า ช่วยแนะนำหน่อยได้ไหมว่าเราต้องขายอะไร คือไม่รู้จริงๆ แล้วก็มีลูกค้าคนหนึ่งเดินมาอยากได้ผ้า บอกให้เราขายผ้าเถอะ ผ้าที่วางๆ ไว้นั่นแหละ เ่ราถึงได้รู้ว่า อ๋อ เราต้องขายผ้า! สามวันแรกนั่งมึนจริงๆ ขายอะไรดีไม่รู้ แต่ในท้ายที่สุดก็ขายหมดเกลี้ยงเลย

กำเนิดแบรนด์ Keziah ‘เคสิยาห์’ อย่างเป็นทางการ

ชื่อ Keziah (เคสิยาห์) มาจาก ชื่อลูกสาวโยบ ลูกสาวที่สวยที่สุด ถ้าแปลตรงตัวแปลว่า อบเชย เครื่องเทศชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นหอม รสหวาน และเผ็ด แบรนด์เคสิยาห์เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการตอนที่เราต้องจดทะเบียนชื่อสินค้าเพื่อจะไปออกงาน Style Bangkok นั่นแหละ

เพจ Keziah โตขึ้นเรื่อยๆ เอง เรายิงโฆษณาอะไรก็ไม่เป็น ไม่ใช่นักธุรกิจ การตลาดก็ไม่ได้ คือเอาจริงๆ อวดลูกเป็นอย่างเดียวเลยนะ 555 ในเพจก็มีคนเข้ามาทักเรื่อยๆ ทิ้งข้อความอะไรไว้เยอะแยะมากมาย เราก็ตอบบ้าง ไม่ได้ตอบบ้าง บางคนก็จิกเข้ามาในข้อความตกลงจะขายไหม 555 ขายค่ะ แต่ขายยังไม่เป็น บางทีมีคนโทรมาหาจะซื้อของ เราก็กำลังพาลูกไปเล่นน้ำคลองอยู่บ้าง อยู่ในทุ่งนาบ้าง ไปวาดรูปบ้าง คือต้องนัดมาก่อน ไม่ใช่ว่าถ้าเดินมาที่นี่แล้วจะเจอเลย แต่คนก็ขยันมากันเรื่อยๆ

มีวันหนึ่ง วันนั้นพอเราตัดชุดเสร็จก็มีคนแวะมาเหมาไปเลยสามชุด สองสามหมื่นได้ ก็ยังมีคนที่ซื้อของพวกนี้อยู่หรอก ซึ่งพี่เองก็ไม่เคยใส่ อย่างมีคนกรุงเทพที่บินมาเลยนะ เขารู้จักเราจากในสื่อ แล้วก็ซื้อกลับไปสามหมื่นเลย สองวันก่อนมีลูกค้าทักมาจากบุรีรัมย์ ซื้อแต่ผ้าอย่างเดียว 7500 คือบางทีเราก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้เหมือนกันมาได้ยังไงขนาดนี้ ไม่ได้คิดอะไรกันไว้ แต่รู้ว่าทั้งหมดนี้พระเจ้านำเรามา

มาถึงจุดนี้เพราะมีครอบครัวเป็นทีมเวิร์ค

เราโฟกัสที่ครอบครัวเป็นอันดับหนึ่ง ก็คือการใช้เวลา การให้ความสำคัญกับรายละเอียด ความรู้สึกของลูก ผลงานเด็กๆ รับฟังเสียงของเขา แล้วเราสี่คนจะคิดจะทำไปด้วยกัน ลองผิดลองถูกไปด้วยกัน เราจะไม่โทษกัน เพราะเราตกลงร่วมกันแล้วว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ผลจะออกมายังไงเรารับผิดชอบร่วมกันทั้งสี่คน เราจะไม่เอาความต้องการของคนใดคนหนึ่ง ไม่เอาแบบไปคนเดียวแล้วทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง เราต้องเอาเสียงทุกเสียงสำคัญเท่าๆ กัน ไปในลักษณะของทีม นี่คือภาพของครอบครัว

รากที่มาของความคิดนี้ก็มาจากพระคัมภีร์ คือเรื่องคริสตจักรที่พระเจ้าตั้งมาก็คือครอบครัว เป็นคริสตจักรแรกที่พระเจ้าเรียกเพื่อที่จะสะท้อนหรือบอกให้คนทั้งโลกรู้จักว่า โลกนี้มีพระเจ้า โลกนี้มีผู้สร้างสร้างสิ่งนั้นสิ่งนี้มาโดยพระเจ้าจะใช้หน่วยเล็กที่สุดก็คือครอบครัว ตรงนี้ที่เป็นรากของครอบครัวเราที่เรามองภาพคริสตจักรชัดเจน

เดินไปข้างหน้าด้วยการกลับใจใหม่

พี่เชื่อว่าพระเจ้าไม่ได้ใช้ที่ความเก่งของเรา แต่ใช้เราที่เรากลับใจใหม่ พึ่งพาพระคุณของพระเจ้า เราจะเดินไปข้างหน้าได้ต้องกลับใจใหม่ การกลับใจใหม่ทำให้เราเห็นพระคุณของพระเจ้า และมีประสบการณ์ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทำให้เราเห็นการอัศจรรย์ที่พระเจ้าทำในชีวิตของเรา ฉะนั้นในครอบครัวเราจะพึ่งพาพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น จะไม่ได้ไปพึ่งความรู้ความสามารถเหมือนในโลกเขาพึ่งกัน

คนในโลกนี้เขาเชื่อกันว่าคนที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องมีความสามารถ ต้องเก่ง ต้องมีความรู้ ต้องมีเงินเยอะๆ ต้องมีเส้นสาย มีอะไรมากมายกว่าคนอื่น แต่เราเชื่อเรื่องการอวยพร การอวยพรเกิดขึ้นได้เมื่อเรากลับใจใหม่ และดำเนินชีวิตอยู่ในพระคุณ พระเจ้าก็จะอวยพรเราตามพระสัญญาของพระองค์

สิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ Keziah มาไกลจนถึงวันนี้ได้

เราคิดว่าอย่างแรกคือความรัก เรารักลูก เราก็จะไม่กลัว เพราะว่าในความรักก็ขจัดความกลัวออกไปใช่ไหม แล้วพอไม่กลัวก็จะมีความเชื่อ พอเรามีความเชื่อ มันมีพลังให้เราทำอะไรหลายๆ อย่างได้ ฉะนั้นสิ่งที่ให้ความสำคัญมากคือความเชื่อ เมื่อไหร่ที่เด็กๆ พูดออกมาในลักษณะที่ขาดความเชื่อ เราต้องมาเคลียร์ เราต้องมาคุยกันเลย เราก็จะไม่ค่อยได้ยินว่า เป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ จากลูก เราจะคอยเน้นว่า ถ้าเราเชื่อเราจะทำให้เต็มที่ แล้วเราก็เชื่อว่าพระเจ้าอยู่กับเรา ผู้ที่เราเชื่อนั้นยิ่งใหญ่มาก

เมื่อเราเชื่อสุดใจทำเต็มที่ ผลอยู่ก็ที่พระเจ้าอยู่แล้ว เราเน้นกับเด็กๆ เลยว่า ถ้าทำอะไรก็ต้องมีความเชื่อ เชื่อในพระเจ้า ความเชื่อนี้ก็มาจากครอบครัวที่มีชีวิตใกล้ชิดพระเจ้า ถ้าคุณรู้จักพระเจ้าของคุณ คุณจะกล้าเชื่อ ถ้าคุณรู้จักพระเจ้าที่คุณเชื่อ คุณจะไม่กลัว คุณจะไม่หวั่นไหวไม่ว่าจะเจออะไร

มีพระคัมภีร์ที่อยากจะฝาก ในโรมบทที่ 8 ข้อ 28 เรารู้วาเหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระองค์ คือทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ ทีแรกคิดว่าเรารู้ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันก่อผลดี ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่คิดก็คือ เราจะได้ผลดี เราต้องลงแรง ต้องทำสารพัดให้เหนือคนอื่น ให้เหนือกว่ามนุษย์ปกติทำ เราถึงจะเกิดผลดีในชีวิต แต่ว่าพระคัมภีร์ข้อนี้บอกว่า สำหรับคนที่พระเจ้าทรงเรียก พระเจ้าจะรับรองทุกการกระทำของเราให้เกิดผลดี อันนั้นเปลี่ยนตรรกะพี่ไปเลย

เราเชื่อว่าเมื่อเราเป็นครอบครัวที่นมัสการพระเจ้า เป็นครอบครัวที่ยกพระนามพระเจ้า ยอมเชื่อฟังการทรงเรียกให้อยู่ในแผนการของพระเจ้า มันจะเกิดผลดีแน่นอนไม่ว่าเราจะทำอะไรในชีวิต


*** วินนี่และฮีโร่ กำลังจะเดินทางมาแสดงงานคู่ครั้งแรก ที่หอศิลป์จามจุรี กรุงเทพมหานคร ในชื่อนิทรรศการว่า ‘เล่นสีเล่าจินตนาการ’ ระหว่างวันทีี่ 1-22 เมษายน 2021 นี้ ที่ห้องนิทรรศการชั้น 2 ห้องนิทรรศการ 3 ChristLike ขอเชิญทุกท่านไปเยี่ยมชมการแสดงงานของสองพี่น้องศิลปินที่น่าทึ่งคู่นี้กันค่ะ

บทสัมภาษณ์โดย:  จริยา มุ่งวัฒนา    
ภาพ:  Mr.Promise